คิดถึงทุกปี 

บินหลา สันกาลาคีรี


 
 

พ่อตายวันที่ดอกตาเบบูย่าบานเป็นวันแรกของปี...

 

ผมยังจำรอยยิ้ม ก่อนดวงตาจะหรี่หลับ เส้นผมพ่อขาวเช่นเดียวกับคิ้ว กับหนวดเครา เช่นเดียวกับสีแต้มปลายกลีบดอกตาเบบูย่าที่พริ้วเข้ามาทางหน้าต่าง อีกสองเดือนพ่อจะมีอายุครบเจ็ดสิบสองบริบูรณ์ พ่อเคยบอกว่าไม่คิดจะรอวันนั้น จะไปเมื่อถึงเวลา ผมไม่รู้ว่าเวลาของพ่อหมายความว่าอย่างไร กระทั่งวันนั้น หลังจากกินอาหารค่ำ พ่อบอกแม่ว่าเหนื่อยและเจ็บหน้าอก เมื่อหมอมาถึงเราจึงรู้ว่าเวลาในความหมายของพ่อก็มาถึงเช่นกัน

 

เรา ผมกับแม่ อยู่ข้างเตียงพ่อกระทั่งนาทีสุดท้าย ผมคิดว่าแม่ร้องไห้ ถึงจะไม่เห็นน้ำตาท่านก็ตาม ผมก็เบือนหน้าซ่อนน้ำตา พ่อไม่ชอบคนร้องไห้ พ่อมักสอนว่า อย่าคร่ำครวญกับชะตากรรมธรรมดาของชีวิต แม่กุมมือพ่อไว้ พ่อก็ยิ้มให้แม่ ทั้งคู่แต่งงานกันมาสามสิบห้าปี ผมไม่เคยได้ยินท่านมีปากเสียงกันแม้แต่ครั้งเดียวพ่อบีบมือแม่ พูดแผ่ว "ช่วงนี้อากาศเปลี่ยน ระวังเป็นหวัด"

แม่ไม่พูดอะไรสักคำ แต่ผมร้องไห้ด้วยสุดกลั้น ตาเบบูย่าดอกหนึ่งปลิวลมเข้ามาในห้อง เป็นตาเบบูย่าดอกสุดท้ายที่พ่อได้เห็น

 

เราอยากจัดงานศพให้ เรียบและง่ายอย่างที่พ่อต้องการ แต่มันกลับเป็นเรื่องยาก เพราะไม่ว่าใครในหมู่บ้าน ในอำเภอ ต่างก็มาเคารพศพพ่อ พ่อมาอยู่ที่นี่นานมาก ตั้งแต่ก่อนแต่งงาน เมื่อพาแม่มาอยู่ด้วย ความมีอัธยาศัยทำให้ทั้งคู่เป็นที่รักของชาวบ้าน ผมจำได้ว่าทุกครั้งที่มีงานแต่งในละแวกบ้าน พ่อกับแม่จะเป็นคนปูที่นอนให้เจ้าบ่าวเจ้าสาว เพื่อคู่สมรสจะได้มีรักยืนนานเช่นเดียวกัน

เมื่อสวดครบเจ็ดวัน ร่างพ่อถูกเก็บไว้ที่วัดชั่วคราว บ้านที่เราเคยอยู่กันสามคนเหลือเพียงผมกับแม่ แต่ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ เวณิก หญิงสาวคนรักของผมจะมาอยู่เป็นเพื่อนแม่อีกคน สำหรับเวณิก เธอก็เหมือนคนในครอบครัวอยู่แล้ว เราคบกันมาหลายปี แต่เราแต่งงานกันช้าเกินไปจนทำให้ไม่มีโอกาสรับพรและผ้าปูที่นอนจากคู่รัก ที่เป็นแบบอย่างของหมู่บ้าน

 

เราคุยกันเรื่องนี้ครั้งหนึ่ง หลังจากงานศพไม่นาน จำได้ว่าวันนั้นเป็นวันเสาร์ ผมกำลังอยู่ในห้องทำงานของพ่อ เก็บข้าวของและหนังสือต่างๆ เข้าตู้ หนังสือของพ่อมีมาก เรียกว่าแทบถ้วนแขนงศาสตร์ ห้องหนังสือนี้ก็เหมือนกับห้องสมุดของคนในหมู่บ้าน ใครหยิบยืมพ่อไม่หวง เว้นแต่หนังสือที่ต้องใช้ค้นคว้าอยู่ประจำ ซึ่งแยกเก็บในตู้ใบข้างโต๊ะทำงานเท่านั้น ตระหง่านอยู่ด้านในของห้องหนังสือคือโต๊ะทำงาน เป็นโต๊ะไม้ตัวใหญ่ เก้าอี้ของพ่อก็ตัวใหญ่ นั่งสบาย ผมนั่งลง มองไปนอกหน้าต่าง เห็นลำคลองหลังบ้าน กาสะลองสูงสาขาและตาเบบูย่าต้นนั้น แม่เคยเล่าว่า พ่อปลูกไม้ทั้งสองต้นพร้อมกับปลูกบ้านหลังนี้ก่อนกลับไปกรุงเทพฯ เพื่อแต่งงานกับแม่ แล้วจึงอพยพย้ายมาอยู่ที่นี่เป็นการถาวร

 

หนังสือที่วางค้างอยู่บนโต๊ะพ่อมีไม่มาก แต่มีเล่มหนึ่งที่ทำให้ผมแปลกใจ พ่อคงไม่ได้เอามาใช้ทำงาน เพราะเป็นหนังสือสารคดีท่องเที่ยว รูปเล่มและอายุของมันชรามาก มีลายมือพ่ออยู่ในหน้าแรกว่า "นี่ไม่ใช่แค่หนังสือ แต่เป็นกล่องเก็บส่วนหนึ่งของชีวิต"

 

ผมไม่เคยรื้อค้นของส่วนตัวของพ่อเลย พลิกดูจึงเข้าใจว่า ทำไมพ่อถึงเรียกกล่อง เพราะที่แทรกคั่นอยู่เกือบทุกหน้าของหนังสือคือโปสการ์ดจำนวนนับร้อยแผ่น ผมหยิบบางแผ่นออกมาอ่าน พบว่ามันมาจากเพื่อนหลายต่อหลายคนของพ่อ มาจากหลายประเทศ หลายทิศทางและหลายเวลา ตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีที่แล้วจนถึงเมื่อไม่กี่เดือนก่อนนี้ และหลายแผ่นก็ผมนั่นแหละที่หยิบมันมาจากตู้ไปรษณีย์หน้าบ้านมาให้พ่อ

 

โปสการ์ดเหล่านี้เล่าถึงการเดินทางท่องเที่ยวบ้าง ถามไถ่สารทุกข์บ้าง อ่านแล้วยิ่งทำให้คิดถึงพ่อ โดยเฉพาะแผ่นหนึ่งซึ่งเป็นรูปลานตาเบบูย่า สีสันออกจะซีดจางไปแล้ว ด้านหลังมีลายมือผู้หญิง งดงามเป็นระเบียบ จ่าหน้าถึงพ่อโดยลงที่อยู่ตั้งแต่ครั้งพ่อยังทำงานหนังสือพิมพ์ในกรุงเทพฯ ผมเข้าใจว่ามันเป็นโปสการ์ด ส.ค.ส. เพราะนอกจากตราประทับในช่วงใกล้ปีใหม่แล้ว มีข้อความบรรทัดแรกเป็นชื่อพ่อ บรรทัดถัดมาเขียนว่า

"คิดถึงทุกปี"

และบรรทัดที่สามซึ่งเป็น บรรทัดสุดท้าย ลงชื่อใครคนหนึ่ง ซึ่งผมไม่เคยได้ยินพ่อหรือแม่เอ่ยถึงมาก่อน

เป็น ส.ค.ส. เมื่อเกือบสี่สิบปีที่แล้ว แต่พ่อเก็บมันไว้อย่างดี ผมสอดกลับคืนหนังสือ กำลังจะพลิกหาแผ่นอื่นๆ ก็พอดีกับเวณิกเดินเข้ามาในห้อง เธอยิ้มอ่อนหวาน

"ทำอะไรอยู่เอ่ย ฉันมากวนเธอหรือเปล่า"

"เปล่า มานี่สิ" ผมดึงเธอทรุดลงบนตัก กรีดหนังสือหา ส.ค.ส. แผ่นนั้น

"อะไรคะ"

"โปสการ์ดของพ่อ"

เธอรีบยุดมือผม "ไม่ค่ะ ไม่อ่านดีกว่า เดี๋ยวจะร้องไห้"

เรานั่งคุยกัน ตรงนั้น คุยเรื่องพ่อกับแม่จนมาถึงเรื่องงานแต่งของเรา เวณิกว่าถึงแม้พ่อจะจากไปแล้ว เธอก็ต้องการให้แม่เป็นคนปูที่นอนให้เรา ผมส่ายหน้า "ผมก็อยากอย่างนั้น แต่ธรรมเนียมเขาให้สามีภรรยาที่ยังอยู่ดีทั้งคู่เป็นผู้จัดการ ผมว่าแม่ไม่ยอมปูให้หรอก มันผิดธรรมเนียม"

"ทำไม"

เวณิกมองหน้า "หรือว่าทันทีที่คุณพ่อตาย ความรักที่ท่านมีต่อคุณแม่ก็ตายจากไปด้วย ความรักของคุณแม่ที่มีให้คุณพ่อก็ตายเหมือนกันงั้นสิ"

"ไม่ได้พูดถึง ความรักสักหน่อย เราพูดเรื่องวิธีปฏิบัติใช่ไหม"

เธอยักไหล่ "ถมไปที่ความรักตายก่อนคนตั้งหลายปี"

"ก็เราไม่ได้พูดถึงความรัก" ผมหัวเราะกับน้ำเสียงพาลๆ ของเธอ "คุณบอกกับแม่สิ ถ้าคิดว่าแม่จะตกลง"

"ฉันจะบอก" สีหน้าเธอจริงจัง

ผมคิดว่าผมเข้าใจเธอดี ตั้งแต่ได้มาพบพ่อกับแม่ เวณิกรักเคารพท่านมาก สาเหตุนั่นคงเพราะคุณพ่อคุณแม่เวณิกแยกทางกันตั้งแต่เธอยังเด็ก เธอว่าไม่มีสักวันที่จะได้อยู่พร้อมหน้าพ่อกับแม่

"ไปทานข้าวกันดี กว่า" ผมเปลี่ยนเรื่อง เธอพยักหน้า "ฉันมาชวนนี่แหละ ไปครัวอีสต์ออฟอีเดนไหม"

"ดีสิ"

"งั้นเธอต้องไปบอกคุณแม่ เมื่อกี้ฉันเรียนท่าน ท่านบอกให้ถามเธอก่อน" ผมหัวเราะ

เวณิกพึมพำ "คุณแม่เป็นผู้หญิงน่ารักจริงๆ" เธอหันมา "ใครๆ ก็อิจฉาคุณพ่อทั้งนั้นที่ได้แต่งงานกับท่าน"

"น่าอิจฉา" ผมพยักหน้า กอดเวณิกไว้ "แล้วก็น่าจะเป็นอย่างนั้นบ้าง"

"ถามตัวเองสิ" เธอพูดอย่างจริงจัง มองเข้ามาในนัยน์ตาผม "จะรักฉันได้มากเท่าที่คุณพ่อรักคุณแม่หรือเปล่า"

"ได้สิ" ผมตอบโดยเร็ว เร็วเกินเฉลียวใจคิดถึงโปสการ์ดแผ่นที่พ่อเก็บไว้นานเกือบสี่สิบปี

 

....................

 

ขณะนั่งเขียนบันทึกนี้ ผมแต่งงานกับเวณิกได้สองปีเศษแล้ว เรากำลังจะมีลูกคนแรก และเป็นเพราะลูกนี่แหละที่ทำให้เราตัดสินใจระงับการหย่าไว้ก่อน ผมไม่กล้าหวังว่ามันจะระงับได้ชั่วกาล

 

ผ่านวันครบร้อยวันและ วันฌาปนกิจพ่อแล้ว แม่นำกระดูกใส่กล่องไม้ไปฝังใต้ต้นกาสะลองใหญ่อย่างที่พ่อต้องการ เหนือเนินดินปากหลุมวางแผ่นไม้จารึกวันเวลาของพ่อ ลงท้ายด้านล่างด้วยความว่า "จากคนที่คุณดูแล" แล้วจึงเป็นชื่อแม่

ป้ายนั้นสวยงามมาก เวณิกจัดการทั้งหมดด้วยตัวเอง เธอมีฝีมือทางศิลปะมาแต่ไหนแต่ไร ผมขอบคุณเธอ เวณิกยิ้มบอกว่า

"เอาไว้ถึงป้ายของเธอ ฉันจะทำให้สวยยิ่งกว่านี้"

ถ้าเธอรู้อนาคตของเรา เวณิกคงไม่พูดอย่างนั้น แต่ผมก็ตอบตัวเองไม่ได้ว่า ถ้ารู้ว่าภายหน้าต้องมีวันหย่า ผมยังจะตัดสินใจแต่งงานกับเธอหรือเปล่า

 

หลัง จากวันนั้น กระทั่งวันปีใหม่ผ่านได้ไม่นาน เพื่อนของพ่อหลายคนยังส่งการ์ดแสดงความระลึกถึงมายังเราเช่นเดิม ผมบอกแม่เรื่องจะแต่งงาน แม่พยักหน้ารับรู้

"ลูกคุยกันดีแล้วใช่ไหม"

"ครับ"

แม่ไม่ได้ถามอะไรอีก ผมเสียอีกที่เป็นฝ่ายถามและชวนคุย เรื่องงานแต่งของพ่อกับแม่เมื่อคราวโน้น แม่ฟื้นความหลังอย่างเป็นสุข เล่าถึงเสื้อกางเกงชุดแต่งงานของพ่อ เล่าถึงการเดินทางมาที่นี่ รวมทั้งเล่าเรื่องผมสมัยเด็กๆ ผมดีใจที่ทำให้แม่เป็นสุข

แต่จู่ๆ แม่ก็ถามขึ้น

"ลูกกับเวณิกรู้จักกันดีใช่ไหม"

"อะไรนะครับ"

"แม่ถามว่า ลูกรู้ใจกันดีใช่ไหม ว่าต่างรักกัน"

ผมพยักหน้า "ครับ เราสัญญากันว่าจะทำชีวิตให้เหมือนพ่อกับแม่ที่ไม่เคยทะเลาะกันเลย"

แม่ ส่ายหน้า "เราทะเลาะกับคนที่เรารักไม่ลงหรอก จริงไหม"

"ครับ"

"แต่คนไม่ทะเลาะกัน ก็ไม่ได้แปลว่ารักกันเสมอไป"

"ครับ...แต่...เอ้อ... แม่ครับ ผมไม่เข้าใจ"

 

................

 

มีอะไรหลายอย่างในคำของแม่วันนั้นที่ผมไม่อยากเข้าใจ มันทำให้เศร้ามากกว่า แม่พูดราวว่าท่านกำลังแสดงตัวในฐานะนักปรัชญา ผมมาพบความจริงจากประสบการณ์ภายหลังว่า ชีวิตที่ผ่านไปทุกวันนั่นแหละ ทำให้คนเราเริ่มพูดในสิ่งซึ่งมองไม่เห็น

"ลูกไม่เข้าใจเพราะลูกกำลัง จะแต่งงานกับคนที่ลูกรัก" แม่พูดในวันนั้น "ตอนแต่งงานแม่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน"

เงาของกิ่งก้านไม้ใหญ่ทั้งคู่ ไหวตามแรงลม แม่ราวรำพึงกับตัวเอง

"นอกจากความรัก มีเหตุผลเยอะไปที่ทำให้คนเราไม่ทะเลาะกัน ความเห็นใจ เกรงใจ นับถือ หรืออยากจะถนอมใจ"

"แม่คิดว่าพ่อไม่ได้รักแม่หรือครับ" ผมโพล่งด้วยความรู้สึกเจ็บปวดแทนพ่อ

"แม่ไม่ได้คิด" แม่ตอบด้วยน้ำเสียงแจ่มเรียบ ไม่มีความขุ่นเคืองใดๆ

"แต่แม่รู้"

ผมส่ายหน้า "ไม่จริงหรอกครับ พ่อรักแม่ครับ ผมคิดว่า...."

มันเป็นเรื่องที่พูดอย่างที่อยากจะพูดไม่ได้ ผมอยากบอกแม่ว่า ผมเรียนรู้ที่จะรักใครสักคนให้มากเท่ามากได้ ก็จากที่ได้เห็นพ่อกับแม่นั่นเอง แต่แม่กล่าวโดยเร็ว

"มองจากข้างนอก ลูกไม่มีวันรู้หรอกว่า สิ่งซึ่งได้เห็นนั้นคือความรัก หรือแค่เพื่อทะนุถนอมหัวใจ"

ผมนิ่งเงียบฟังแม่

"แม่ยิ่งรักพ่อของลูกเพิ่มขึ้นทุกๆ วันเพราะเหตุนี้ การที่เราทะนุถนอมคนที่เรารักมันเป็นเรื่องปกติ แต่การถนอมหัวใจคนที่เราไม่ได้รัก ใครจะทำได้สักกี่คน"

โปสการ์ดแผ่นที่มีข้อความ "คิดถึงทุกปี" ปลิวในหัวใจผม

ผมแทบไม่ได้ยินเสียง ของตัวเอง "แล้วใครกันครับ คนที่พ่อรัก"

"คงเป็นใครสักคนที่ไม่เคยรัก พ่อของลูกเลยกระมัง"

ผมมองตาแม่ เห็นโปสการ์ดแผ่นนั้นในดวงตาเช่นกัน

 

...........

 

ทุกวันนี้และตลอดมา ผมไม่เคยสงสัยในความรักที่ตัวเองมีต่อเวณิก แต่ผมนั่นแหละเป็นฝ่ายพูดเรื่องหย่ากับเธอก่อน อย่าถามเลยว่าผมคิดว่าเธอไม่รักหรืออย่างไร แม่บอกดูจากข้างนอก ยากจะแยกระหว่างความรัก และสิ่งที่แม่เรียกว่าความทะนุถนอม

มันก็เช่นเดียวกับคำสวยๆ ที่คนหนุ่มสาวมักพูดกัน ความรักเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นไปได้ไหมว่า มีบางสิ่งบางอย่างละเอียดไม่น้อยกว่าความรักเลย ละเอียดกระทั่งเจ้าตัวเองก็ไม่รู้มาก่อนว่าความรู้สึกที่อยู่ในใจนั้นคือรัก หรืออะไรแน่ ใครกันจะให้คำตอบเรื่องนี้กับผมได้  พ่อหรือเวณิก

 

 

 

เมื่อเช้าผมเปิดตู้หนังสือข้างโต๊ะทำงานพ่ออีกครั้ง หาโปสการ์ดลายมือเดียวกับใบ "คิดถึงทุกปี" ได้มาอีกหลายแผ่นด้วยกัน ล้วนแต่เป็น ส.ค.ส. ที่ส่งมาในปีก่อนหน้าโน้น ข้อความในนั้นเป็นถ้อยอวยพรหยอกเอินอย่างสนิทและสุภาพ

 

ในความคิด ผมมองเห็นสุภาพสตรีท่านหนึ่ง งดงามและอ่อนโยน ท่านนั่งที่โต๊ะทำงาน จรดปากกาเขียน ส.ค.ส. ถึงใครต่อใคร แต่มันไม่ง่ายเลยเมื่อจะเขียนถึงพ่อ

 

สิ่งที่เธอต้องทำในเวลานั้นคือการรักษาน้ำใจคนที่รักเธอ และรักษาระยะห่างกับคนที่เธอไม่รักคนเดียวกันนี้ด้วย

ผมมองไปนอกหน้าต่างเห็นตาเบบูย่าต้นใหญ่แต่งใบรับฤดูฝนแล้ว มีแต่ต้องรอกระทั่งฤดูร้อนหนหน้า ดอกสีขาวอมชมพูบอบบางจึงจะผลิมาให้ชม

มันเป็น และจะเป็นเช่นนี้ทุกปี

ผมมองแล้วคิดถึงพ่อ คิดถึงการถ่ายโยงความทะนุถนอมจากเธอคนนั้นมายังพ่อ จากพ่อมายังแม่

ผมไม่ทราบว่าใครกันมีชีวิตโศกเศร้า พ่อหรือแม่ หรือทั้งสองท่าน หรือไม่มีใครเลย หากว่าความทะนุถนอมสามารถทดแทนความรักได้จริง.. แต่ผมเศร้าเกินจะเชื่อเช่นนั้น ผมไม่อาจจะเฝ้ารดน้ำทุกวันเพียงเพื่อที่จะให้ตาเบบูย่าบานแค่ครั้งในรอบปี ได้

 

/หนึ่งในเรื่องสั้นในหนังสือคิดถึงทุกปี ของ บินหลา สันกาลาคีรี



edit @ 23 Aug 2010 12:21:07 by เหมือนหัวใจทุกดวงมีเจ้าของ..