ชายผู้แบกจักรยานเฟสสันขึ้น BTS
posted on 08 Oct 2006 23:18 by kanchanok in everybodyพี่เขียนของเราดังใหญ่แล้ว หุ หุ
เขียนรู้ไหมว่าบั๊มพ์เล่าว่า พี่คนที่ไปสัมภาษณ์เขียนน่ะ
กลับมาบอกกับบั๊มพ์ว่า "ฉันรักเพื่อนแกจังว่ะ" ...
..
กรุงเทพฯจังหวะสโลว์
รมณ รวยแสน
ภาพ : อนันต์ จันทรสูตร์
ช่วงนี้ราคาน้ำมันลดลงบ้าง ทำให้ทั้งคนที่มีรถส่วนตัวหรือรถสาธารณะสบายใจขึ้นนิดหนึ่ง ส่วนราคามันจะดีดกลับมาอีกเมื่อใดเป็นเรื่องที่ต้องลุ้นกันต่อไป แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ชิงปลดแอกตัวเองไปก่อนแล้ว โดยเปลี่ยนพาหนะเป็นแบบพึ่งพาตัวเองมากที่สุด คือการใช้จักรยานนั่นเอง ในจำนวนนั้นมี ธาตรี แสงมีอานุภาพ ด้วยคนหนึ่ง
ธาตรี เป็นชายหนุ่มอายุยี่สิบปลายๆ มีชื่อเล่นว่า เขียน เขาทำงานเป็นช่างภาพ ผ่านงานมาแล้วหลายสำนักไม่ว่าจะเป็น นิตยสาร OPEN หรือ a day weekly จนปัจจุบันเป็นช่างภาพประจำที่นิตยสารต้าเจียห่าวมากว่า 1 ปีแล้ว
ถ้าเมื่อสัก 2 ปีก่อน คุณเห็นชายหนุ่มรูปร่างผอมสูงหน้าตาตี๋ๆ แบกจักรยานแม่บ้านๆ ทำนองเดียวกับจักรยานเฟสสัน (ขออนุญาตเอ่ยนาม) ขึ้นบีทีเอสสถานีสยามสแควร์ เพื่อโดยสารขบวนรถไฟลอยฟ้าไปยังสถานีเอกมัยแล้วล่ะก็ แสดงว่าคุณเคยเจอกับเขามาแล้ว
สิงห์นักปั่นหลายคนใช้เส้นทางแบบเขาเหมือนกัน ปั่นจักรยานออกจากบ้านมาต่อรถไฟฟ้าเพื่อประหยัดแรง แต่พาหนะของพวกเขาส่วนใหญ่เป็นถูกออกแบบหรือใช้วัสดุที่มีน้ำหนักพอเหมาะพอสมจะหิ้วขึ้นหิ้วลงได้สะดวก
"มีคนมองเยอะเหมือนกัน คนอื่นอาจจะเขินก็ได้ แต่ผมไม่เขินนะเรื่องแบบนี้ ถ้าไม่ได้ทำอะไรผิด" ธาตรี พูดถึงตอนที่เขาขี่จักรยานแม่บ้าน ที่เขาใช้ขี่จากหอพักย่านถนนพิชัยไปทำงานที่เอกมัย
เขาเล่าต่ออีกหน่อยว่า "ตอนหิ้วขึ้นไปพาดบันไดเลื่อนไม่ค่อยลำบากเท่ากับตอนอยู่บนรถไฟฟ้า เพราะระหว่างที่รถไฟฟ้าวิ่งมันก็จะเหวี่ยงๆ เราก็ต้องคร่อมจักรยานไว้แล้วต้องไปหาผนังพิงด้วยกลัวมันจะล้ม"
เขียนไม่ได้เริ่มต้นที่จะใช้จักรยานปั่นไปทำงานด้วยการเก็บเงินให้ได้ค่อนหมื่นหรือกว่านั้นเพื่อซื้อจักรยานและอุปกรณ์ครบชุดก่อน แต่เขาเริ่มต้นที่คิดว่ามันน่าจะใช้จักรยานได้
หลังจากที่เขาเรียนจบที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แล้วเข้ามาทำงานเป็นช่างภาพในกรุงเทพฯ และกำลังจะชินกับการขึ้นรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปปากซอยเพื่อไปขึ้นรถเมล์แล้วไปต่อรถไฟฟ้าก่อนจะลงไปต่อมอเตอร์ไซค์เข้าซอย
"แฟนผมเขาส่งรถจักรยานที่เคยใช้มาให้จากเชียงใหม่ มาทางรถทัวร์ ผมก็ไปรับที่หมอชิตก็เลยขี่มาจากหมอชิต ตอนนั้นอยู่หอที่แถวถนนพิชัย ก็รู้สึกว่ามันก็ขี่ได้แฮะ ก็เลยลองขี่ไปทำงานดู ตอนนั้นได้งานใหม่ ออฟฟิศอยู่แถวเอกมัย ก็ประหยัดเงินได้หลายบาท ทั้งค่ามอเตอร์ไซค์ ค่ารถเมล์ สบายใจด้วย ได้กลับมาปั่นจักรยานอีก" ธาตรี เล่าถึงจุดเริ่มต้นที่จะใช้จักรยานปั่นไปทำงาน
และถ้าย้อนไปลึกกว่านั้นเหตุผลที่เขาหันกลับไปใช้จักรยานเป็นพาหนะเดินทาง เป็นเพราะความผูกพันต่อเจ้าสองล้อ ที่มันอยู่ในทุกช่วงของชีวิต ที่ผ่านมา จักรยานอาจจะเป็นของเล่นในวัยเด็กของหลายคนแล้วหยุดและจบลงเท่านั้น เมื่อมีของเล่นอื่นชิ้นใหม่เข้ามา แต่สำหรับเขามีโอกาสใช้งานกันอยู่เนืองๆ หลังจากเริ่มต้นที่แก๊งค์บีเอ็มเอ็กซ์ในวัยเด็ก อย่างเดียวกับเจี๊ยบกับแจ๊คในหนังเรื่องแฟนฉัน (คุณก็คงมีเหมือนกัน)
"โตขึ้นมาก็เปลี่ยนไปขี่มอร์เตอร์ไซค์แต่พอเรียนมหาวิทยาลัยก็ได้กลับมาใช้จักรยานอีกครั้ง เป็นจักรยานโบราณ ลาเล่ย์ ตอนนั้นส่วนใหญ่เด็กมอชอ.จะขี่มอร์เตอรไซค์เพราะทางมันเป็นเนินเยอะ แต่ผมเสียดายบรรยากาศ เวลาขึ้นเนินมันใช้แรงปั่นเยอะก็จริงแต่ตอนลงมันเหมือนเป็นโบนัส ออกแรงหนักแค่ไหนตอนลงก็ผ่อนแรงได้มากเท่านั้น"
ตอนนี้เขียนเปลี่ยนมาใช้จักรยานเสือภูเขามาได้ปีกว่าแล้ว หลังจากที่ใช้จักรยานแม่บ้านหมดไป 2 คัน เขาบอกว่า จักรยานแม่บ้านก็ใช้ได้แต่ถ้าเป็นเสือภูเขาก็สามารถทำความเร็วได้ ถ้ามีธุระเร่ง หลังจากที่เขาเคยใช้มาก่อนตอนทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านถ่ายรูปในเชียงใหม่ แล้วเจ้าของร้านใช้จักรยานรับส่งงาน เขามีโอกาสได้ใช้ตอนนั้นแล้วติดใจและคิดว่าสักวันหนึ่งจะมีสักคันหนึ่ง
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
'รถเมล์เหยียบ' หรือ 'รถเก๋งเฉี่ยว' มักเป็นภาพแรกๆ ที่ผุดขึ้นมาหยุดความคิดของใครหลายคนเมื่อมีความคิดอยากจะใช้จักรยานเดินทางในชีวิตประวันบ้าง
ผู้มีประสบการณ์ในการขับขี่จักรยานในเมืองอย่างธาตรี ว่า ขี่จักรยานในกรุงเทพฯ อันตรายกว่าขี่ตามต่างจังหวัดแน่ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะขี่มอเตอร์ไซค์หรือขับรถยนต์ก็ตายได้เหมือนกัน หมายความว่ามีโอกาสเสี่ยงพอกัน สำหรับเขาที่ใช้จักรยานอยู่กลับรู้สึกว่าการขี่จักรยานมีโอกาสเหม่อหรือเผลอเรอได้น้อยมาก เพราะจะต้องทรงตัวตลอดเวลา ต้องมีสติตลอดเวลา
ที่สำคัญ คนที่ใช้จักรยานมักจะเผื่อเวลาการเดินทางไว้มากอยู่แล้ว ระหว่างทางหากมีรถคันโตๆ น่ากลัวๆ เข้ามาใกล้ๆ ก็สามารถจะหยุดรอข้างทางหรือชลอความเร็วลงให้เขาผ่านไปก่อนก็ได้
"เรากลัวตายเพราะรู้ว่าปั่นจักรยานมีความเสี่ยงมาก ดังนั้นถ้ากลัวมากเราก็ต้องมีสติมาก เวลาปั่นก็ต้องรู้ว่าเร็วช้าแค่ไหน ความเร็วแค่ไหนที่เราจะเบรกทัน หรือจะเร่งแซงต้องใช้ความเร็วแค่ไหน กำลังเรามีพอจะแซงได้หรือไม่ มันต้องคิดคำนวณตลอดเวลา"
งานของธาตรีไม่ได้นั่งอยู่ในออฟฟิศแต่ต้องออกไปถ่ายภาพตามหมายงานต่างๆ ทั้งใกล้และไกล เขาเริ่มต้นเดินทางด้วยการกางแผนที่หาเป้าหมายแล้วหาเส้นทางที่เหมาะสม เขาพบว่ามันประหยัดเวลาและใช้เวลาน้อยกว่าที่คิด
"ถ้าไปรถเมล์มักต้องเป็นถนนเส้นหลักซึ่งบางครั้งเป็นทางอ้อม หรือบางครั้งห้ามเลี้ยว ห้ามยูเทิร์น แต่ถ้าใช้จักรยานก็คล่องตัวจะเลือกถนนที่ตัดตรงไปถึงเป้าหมายได้เลย บางครั้งอาจเป็นถนนเส้นรองหรือซอยเล็กๆ ก็ได้" เขียน บอกว่า ที่สำคัญไม่ต้องทนรถติดอยู่บนรถเมล์นานเป็นชั่วโมงๆ
หลายคนอาจจะรู้สึกว่าการเดินทางด้วยจักรยานจะทำให้ช้าและเหนื่อย แต่ในความเป็นจริงการจราจรบ้านเรานั้นแสนติดขัด รถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์เครื่องแรงแค่ไหนก็ต้องแพ้ความคล่องตัวของจักรยานคันเล็ก ส่วนเรื่องเหนื่อยนั้น ระบบเกียร์ของจักรยานสมัยใหม่ก็ผ่อนแรงไปได้มากพร้อมกับการทำความเร็วได้มากด้วยเช่นกัน
ธาตรี ยกตัวอย่างระยะเวลาการเดินทางของเขาบนเส้นทางที่ต้องปั่นไปทำงานตามหมายงานต่างๆ เริ่มออกจากที่พักที่อยู่ห่างออฟฟิศบนถนนพระอาทิตย์ประมาณ 4 กิโลเมตร เขาใช้เวลา 15 นาที จากออฟฟิศไปสยามใช้เวลา 15 นาที จากออฟฟิศไปอาคารจีเอ็มเอ็ม (แกรมมี่) ย่านอโศก ประมาณ 10 -15 กิโลเมตร ใช้เวลา 45 นาที หรือในครั้งที่เขาปั่นไกลสุดเป็นครั้งแรก คือไบเทค-บางนากลับถนนพระอาทิตย์ ใช้เวลา 1 ชั่วโมง
"แผนที่สำคัญมากสำหรับผม จะไปไหนก็กางออกมาหาเส้นทางที่พอใจแล้วก็ปั่นไปตามนั้น พอมีแผนที่แล้วพบว่า ทางเดียวกันเป้าหมายเดียวกันสามารถไปได้หลายทางมาก"
ใช้จักรยานเดินทางประหยัดเวลาแล้วยังประหยัดเงินทองได้ด้วย ไม่ต้องลุ้นราคาขึ้นลงของน้ำมันอีกต่อไป
เขียน บอกว่า ถ้าลองนับเฉพาะค่ารถเมล์ไปกลับที่พักกับที่ทำงานเท่านั้น ยังไม่นับระหว่างวันที่ต้องออกไปทำงานตามหมายงานแล้ว เขาประหยัดได้เดือนละประมาณ 500 บาท
"ถ้าผมปั่นจักรยาน 6 เดือน ผมก็ประหยัดแล้ว 3,000 บาท แล้วหลายๆ ครั้งที่ใช้รถแท๊กซี่อีกเป็นเงินตั้งเท่าไหร่" ธาตรี ว่า การขี่จักรยานยังดีกับส่วนรวม ขี่จักรยานหนึ่งคนก็ลดมลพิษไปได้หนึ่งหน่วย
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
ปัจจุบันทางสำหรับจักรยานในกรุงเทพฯ สำหรับสิงห์นักปั่นแล้วหลายคนก็ว่ามันยังไม่ชัดเจน ตอนนี้อาจจะมีตีเส้นบนฟุตบาทแต่ก็มีสิ่งกีดขวางอยู่มาก แม้กระทั่งเดินยังลำบาก ฟุตบาทหลายที่ไม่มีทางลาดนักปั่นต้องใช้วิธีหิ้วขึ้นหิ้วลง แต่ทั้งหมดไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริงที่จะทำให้คนไม่สนใจใช้จักรยานเป็นทางเลือกในการเดินทาง สิ่งสำคัญคือใจที่ไม่อาจเปลี่ยนมากกว่า
"การปั่นจักรยานมีประโยชน์กับตัวเอง สุขภาพดี ประหยัด ไม่หงุดหงิดรถติดแล้ว มันยังมีประโยชน์ต่อส่วนรวมด้วย ไม่ใช่สุขภาพเราคนเดียว มีต่อคนอื่นด้วย ปัญหาคือคุณจะยอมให้เวลากับอะไรที่จะช้าลงหรือไม่ต่างหาก"
ธาตรี ว่า บางคนมีเหตุผลว่าปั่นจักรยานมันเหนื่อย แต่ทุกวันนี้คนก็ต้องหาเวลาและเสียค่าใช้จ่ายไปฟิตเนส (หลายพัน) เพราะรู้ดีว่าถ้าไม่เหนื่อยอาจจะตายได้ง่ายๆ หรือบางคนมีข้อโต้แย้งว่าปั่นจักรยานบนถนนต้องรับอากาศเสียๆ แต่ลองคิดดีๆ อากาศในสำนักงานที่มันไม่หมุนเวียนก็อาจจะแย่กว่ากัน
ถ้าลองลืมเรื่องเหตุผลแล้วพูดกันถึงความรู้สึก คงไม่มีใครลืมความทรงจำบนหลังอานไปได้หมด อย่างน้อยแค่ขี่จักรยานเป็นก็สนุกแล้ว ยังไม่นับว่าขี่จักรยานไปไหน
สิงห์นักปั่นคนเดิม คุยต่อว่า การขี่จักรยานก็เป็นเหมือนกิจกรรมอย่างหนึ่งที่เพิ่มมาในชีวิต ที่ต้องให้เวลากับมัน ปั่นจักรยานต้องใช้เวลา ไม่ใช่เฉพาะปั่นไปทำงานเท่านั้น วันหยุดพักผ่อนแทนที่อยู่บ้านเหงาๆ หรือปกติถ้าเราจะไปไหนก็นั่งรถเมล์ไป แต่ถ้าเป็นจักรยานกางแผนที่ดูว่าจะไปสถานที่นั้นๆ อย่างไร หรือบางครั้งก็มีที่ที่อยากไปโดยใช้จักรยาน
"มันจะชิลล์ๆ กว่า มันเป็นการละเลียด ค่อยๆ ดูอะไรข้างทาง พาหนะยิ่งช้าก็ยิ่งมองอะไรได้มากขึ้น อยากจะแวะก็แวะได้ง่ายกว่า อย่างที่สะพานพระราม 6 ซึ่งเป็นสะพานสำหรับรถไฟ ข้างๆ จะมีทางเล็กๆ สำหรับให้คนเดินเท่านั้น ตอนเย็นๆ มีคนไปวิ่งเยอะ ผมก็จะปั่นจักรยานไปแล้วแบกขึ้นไปตอนเย็นๆ ความรู้สึกดีมันทั้งเพราะลมผ่านหน้าเราไปแล้วเราก็ได้เคลื่อนที่ไปช้าๆ ด้วย"
หลังจากมีโอกาสปั่นจักรยานระยะหนึ่งแล้ว เขียนมีเส้นทางประทับใจหลายแห่งในกรุงเทพฯ เขาอาจไม่ได้ชอบไปตามแลนด์มาร์คต่างๆ แต่เขาชอบเข้าไปในซอยเพราะมีบ้านเรือนและผู้คนที่ดูมีชีวิตชีวามากกว่าที่เคยเห็นบนถนนหลัก หรือกางแผนที่ไล่ไปตามที่ที่ยังไม่เคยไปก็ทำให้เขาพบมุมที่ชอบใหม่ๆ ได้
เขียน ชวนคนที่กำลังกล้าๆ กลัวๆ อยากจะหันมาใช้จักรยานอย่างเขาดูบ้างว่า คนที่สนใจอยากจะสร้างทางเลือกในการเดินทางให้กับตัวเอง อาจจะยังไม่ต้องปั่นจักรยานตลอดทั้งเส้นทางก่อนก็ได้ อาจเริ่มจากระยะสั้นๆ จากปั่นไปปากซอย หรือไปรถไฟฟ้า หรือเริ่มจากวันหยุดแล้วลองขี่จักรยานไปในที่ที่อยากไป
"บางทีความสุขจากการขี่จักรยาน อาจไม่ใช่เรื่องประหยัดเวลาประหยัดเงิน หรือความรื่นรมย์ก็เป็นได้ เพราะบางทีแค่รู้สึกว่าชีวิตมีทางเลือกความสุขก็เกิดขึ้นแล้ว เพราะมีทางเลือกไม่ได้ต้องทนอยู่อย่างจำนน"
ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/bodyheart/
edit @ 2006/10/08 23:23:15
...
..
.
อ่านความคิดเห็นของเพื่อน ๆ แล้ว ถึงได้อยากกลับมาเติมสักนิดหนึ่งว่า..
..
สิ่งที่ละไว้ในฐานที่เข้าใจก็คือ ทุกคนที่ได้รู้จักเขียน จะรู้สึกเหมือนชายคนนั้นเสมอ ...
..
.
.
...เอ๊ะ เหมียว แนน และทุก ๆ คน ..นี่(พวก)เรากำลังสารภาพรัก(เขียน)กันอยู่หรือเปล่าเนี่ย !!!
edit @ 2006/10/09 06:14:37
edit @ 2006/10/14 19:29:41
edit @ 2006/10/29 14:17:49




#1 By Lolay on 2006-10-09 00:00