ดร.ประมวล เพ็งจันทร์ : 66 วันเดิน 1,000 กิโลเมตร

. . .

1 ปีก่อนผู้ชายธรรมดา ๆ คนหนึ่งได้ตัดสินใจยุติบทบาทอาจารย์มหาวิทยาลัยในวันคล้ายวันเกิดปีที่ 51 เพื่อออกเดินเท้าจากเชียงใหม่กลับสู่บ้านเกิดที่เกาะสมุย สุราษฎร์ธานี ด้วยเงื่อนไข ไม่พกเงินติดตัว-ไม่เดินไปหาคนรู้จักหากคนรู้จักอยู่ที่ไหนก็จะหลีกเลี่ยง-ไม่ร้องขออาหาร เว้นแต่จะมีผู้หยิบยื่นให้เองโดยไม่เดือดร้อน-ไม่เบียดเบียนใครหรือสิ่งใด-ไม่กำหนดเวลา-ไม่วางแผนการเดินทาง หรือกำหนดเส้นทางที่แน่ชัด

..

66วันผ่านไป อดีตอาจารย์ภาควิชาปรัชญาฯ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่คนเดิมเดินกลับมาเหมือนปาฏิหาริย์ นำมาซึ่งการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านระยะทางกว่า 1,000 ก.ม.ในหนังสือ "เดินสู่อิสรภาพ"แทนจดหมายขอบคุณผู้ให้ชีวิตใหม่แก่เขาตลอดเส้นทางกว่า 166 คน และบอกเล่าความหมายและคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ตลอดการก้าวย่างทั้งภายนอกและการเดินทางภายใน..

...

Image Hosted by CompGamer Image Host

ฉากชีวิตของ ดร.ประมวล เพ็งจันทร์ เริ่มต้นบนเกาะสมุย จังหวัดสุราษฏร์ธานี ผ่านชีวิตเด็กรับจ้างกรีดยางที่เรียนจบเพียงชั้นป.4 ไฟไหม้สวนยางทั้งแปลงของตนเมื่ออายุ 15 ปี การตัดสินใจบวชเณรเพื่อก้าวให้พ้นจากความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 2514 จนเรียนจบเปรียญ 5 เข้าเรียนมหาจุฬาฯ ย้ายไปเรียนมหามกุฏฯ และตัดสินใจเปลี่ยนวิถีชีวิตอีกครั้งเพราะสะเทือนใจกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 เดินทางไปเรียนต่อที่ประเทศอินเดีย จนจบปริญญาตรี-โท-เอก สาขาปรัชญา ซึมซับอารยธรรมอินเดียเป็นเวลานานถึง 10 ปีเศษ ก่อนกลับมาช่วยสอนที่มหาวิทยาลัยสงฆ์ มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย และสอบบรรจุเป็นอาจารย์ที่ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่นานกว่า 16 ปี

..

อาจารย์ประมวลเคยเล่าในวงเสวนาครั้งหนึ่งว่ามักมีคนถามว่าทำไมถึงเดินซึ่งเขาจะอธิบายไปว่าการเดินเป็นวิถีที่ศักดิ์สิทธิ์ในความคิดของตน สามารถพาไปสู่สิ่งที่ตนคาดหวังได้ ซึ่งอาจจะตอบคำถามได้ไม่หมดแม้จะเคยศึกษาเรียนรู้ทางด้านวิชาการมามากแล้วก็ตาม

..

"ผมคิดว่าเวลาที่จะมีชีวิตอยู่มันเหลือไม่มากนักและผมได้รับอิทธิพลจากวัฒธรรมอินเดียที่เคยอยู่มา เมื่อถึงวัยหนึ่งที่สำนึกรู้ว่าตนมีเวลาเหลืออยู่ในโลกไม่มากแล้ว ก็ต้องเตรียมตัวที่จะละโลกนี้ไป ที่อินเดียเรียกว่าเข้าสู่ยุค "วานปรัสถ์" ไปอยู่ในป่า หรือไม่ยึดติดในสภาวะที่มีอยู่ ผมเลยใช้การเดินเพื่อออกจากสภาวะที่มีอยู่"

โดยกำหนดสิ่งที่เป็นเป้าหมายในการเดินว่า ขอเดินเพื่อข้ามให้พ้นไปจากสภาวะที่มีอยู่ในใจตนเองคือความรู้สึกเสียดาย หวงแหนที่มีอยู่ในสิ่งต่าง ๆ ที่เราครอบครองอยู่ ไม่ว่าจะเป็นร่างกายหรือทรัพย์สินภายนอกเดินไปจากความรู้สึกกลัว เกลียดรังเกียจ เคียดแค้นชิงชังอะไรบางสิ่งบางอย่าง และความปรารถนาสูงสุดคือ การเดินออกจากความกลัวที่อยู่ในใจตัวเอง

..

"ผมมีเจตนาที่จะเดินข้ามพ้นความเสียดาย ความเกลียด ความกลัว โดยหวังว่าจะข้ามพ้นไปพบกับความเสียสละ จาคะ ความรู้สึกซึ่งเป็นมิตรไมตรี ความมีเมตตา ความรู้สึกซึ่งเป็นความรู้ ที่ทำให้เราไม่หวาดกลัวคือปัญญา ซึ่งผมจะไปถึงเมื่อไรก็ไม่ทราบ แต่ผมขอเพียรพยายามอย่างยิ่งที่จะไป"

Image Hosted by CompGamer Image Host Image Hosted by CompGamer Image Host

"วันหนึ่งเมื่อผมต้องการยุติการเป็นครูผมบอกว่าชีวิตผมน่าจะเป็นที่เรียนรู้ต่อไปมากกว่าการมานั่งฟังผมพูดผมพยายามจะบอกนักศึกษาว่าความเป็นครูของผมไม่ได้อยู่ที่สอนด้วยการพูดต่อไปแล้วแต่อยู่ที่ว่าต่อไปนี้ผมจะทำสิ่งที่พวกคุณคิดว่ามันดีก็ทำตามได้ผมยืนยันที่จะทำในสิ่งที่เรียกว่าการมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขโดยไม่จำเป็นต้องแสวงหาลาภยศสรรเสริญ หรือวัตถุสิ่งของภายนอกผมอยากยืนยันว่าความสุขที่แท้จริงของการมีชีวิตอยู่ มันคืออะไร"

..

จากความตั้งใจนี้ อาจารย์ประมวลจึงตัดสินใจลาออกจากราชการในวันที่ 23 ตุลาคม 2548 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของตนเองโดยเขามอบอำนาจการตัดสินใจให้ภรรยา(อาจารย์สมปอง เพ็งจันทร์)เลือกวันเริ่มต้นชีวิตใหม่ให้กับตนเองและเริ่มต้นฝึกเดินจากบ้านของตนที่ ต.แม่เหียะ จ.เชียงใหม่สู่วัดพระธาตุดอยสุเทพตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2548 การฝึกเดินครั้งแรกค่อนข้างทุลักทุเล เพราะเมื่อเดินลงจากดอยสุเทพแล้วกลับบ้านไม่ได้เนื่องจากรถเยอะมากจนไม่สามารถข้ามถนนได้ ต้องโบกรถโดยสารให้ไปส่งที่บ้านโดยภรรยาถึงกับต้องอุ้มเข้าบ้านและนวดให้ทั้งคืน รุ่งเช้าจึงเป็นไข้และเว้นไป 1 วันจึงตั้งต้นฝึกเดินต่อจนกระทั่งเดินได้พอสมควรและเชื่อว่าจะเดินได้ภรรยาจึงอนุญาตให้เดินออกจากบ้านในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2548

..

สัมภาระมีเพียงเป้หนึ่งใบที่บรรจุยา ขวดน้ำ หมวก เสื้อผ้าหนึ่งชุด สมุดบันทึก ปากกา และไปรษณียบัตรที่เขียนถึงภรรยาทุก ๆ วันเพื่อสื่อสารว่ายังมีชีวิตอยู่

..

"บทเรียนที่ได้จากการก้าวเดินจึงเป็นบทเรียนที่ผมค่อนข้างภูมิใจ แต่ไม่ได้บอกว่าสิ่งนี้ดี ประสบการณ์ที่ได้จากการก้าวเดินแบบนี้ เริ่มต้นจากการเผชิญสิ่งง่าย ๆ ที่เราไม่เคยคิดว่าจะมาเป็นปัญหากับชีวิตมากขนาดนี้เช่นเรื่องอาหาร เพราะผมตั้งใจจะไม่ขออาหารจากผู้ใดผู้หนึ่งด้วยการไปบอกว่าผมหิวกระหาย ดังนั้นกว่าเขาจะรู้ว่าเราหิวโหยจนแทบขาดใจตายอยู่แล้ว ก็ต้องสังเกตเอาเองและเมื่อมีคนให้อาหารผมทาน เพียงแค่มื้อแรกที่ได้รับ ผมก็รู้เลยว่าการกินอาหารที่ผ่านมาตลอดชีวิต มันได้แต่กินอาหารอย่างเดียว ได้แต่เสพรสอาหารแต่ไม่ได้เสพรสชาติชีวิตมนุษย์อย่างแท้จริง"

..

ความหมายของอาหารมื้อแรก

วันแรกของการออกเดิน อ.ประมวลพบบทเรียนแรกจากการอดเมื่อถึงเขตอำเภอสันป่าตอง เกิดอาการอ่อนล้าขณะที่น้ำในกระบอกก็หมดตนรู้สึกหน้ามืดเหมือนจะเป็นลมคอแห้ง น้ำลายขม และหูอื้อไม่ได้ยินเสียงอะไรขณะนั้นเขาพบเพิงขายก๋วยเตี๋ยวซึ่งมีม้าหินขัดตั้งอยู่จึงขออนุญาตเจ้าของเพิงขายก๋วยเตี๋ยวนั่งพักตรงนั้นและได้รับไมตรีจิตจากเจ้าของเพิงทำก๋วยเตี๋ยวให้ทานเมื่อทราบว่าเขาเดินเพื่ออะไร

"ผมรู้ว่าก๋วยเตี๋ยวชามนั้นเขาเต็มใจทำจริง ๆเพราะมันเต็มชามเลย ทั้งเส้นก๋วยเตี๋ยว ทั้งลูกชิ้นทั้งอะไรที่มีอยู่เขาใส่มาจนเต็มแล้วผมก็ได้รู้ว่าการได้ทานก๋วยเตี๋ยวชามนั้นมันมหัศจรรย์และวิเศษที่สุดเพราะก่อนหน้านั้นผมรู้สึกว่าเพียงแค่วันแรกชีวิตของผมก็กำลังจะมอดดับสลายเสียแล้วแต่พอได้ทานก๋วยเตี๋ยวเท่านั้นเองสิ่งที่มันเฉาไป มันก็ค่อย ๆ พื้นคืนมา"

"ผมขอบคุณคนให้ก๋วยเตี๋ยวที่ช่วยต่อชีวิตให้ผมยังได้มีต่อไปการทานอาหารเพียงแค่มื้อแรกก็สุดแสนมหัศจรรย์กับการที่มีชีวิตอยู่เพราะมันเป็นสิ่งที่ทำให้เราตระหนักรู้ว่าอาหารที่ทานเข้าไปนั้นมันมีความหมายมากกว่าที่เราเคยทานมาไม่รู้สักเท่าไรและอาหารแต่ละมื้อที่ทานไป มีมิติแห่งความหมายทั้งนั้นจนผมรู้สึกเสียดายว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมากินอาหารไม่รู้กี่ร้อยกี่พันมื้อแล้วทำไมจึงไม่ได้ความรู้สึก ไม่ได้อารมณ์ประเภทนี้เลย"

..

เฉียดตายเพิ่มความหมายชีวิต

ครั้งแรกของประสบการณ์เฉียดตายระหว่างการก้าวเดินของอ.ประมวลคือขาขึ้นดอยอินทนนท์ ซึ่งเขาเล่าว่าเหมือนชีวิตกำลังจะขาดรอนเขาใช้คำว่าเกือบปลงชีวิตเสียแล้ว เพราะทั้งใจสั่น หน้ามืดจะเป็นลม ต้องล้มตัวลงนอนที่ข้างถนน ปรากฎว่าไม่ตายเพราะมีรถปิคอัพทะเบียนชลบุรีคันหนึ่งจอดรับเขาเพื่อไปส่งถึงยอดดอยในระยะทางอีกเพียง 2 ก.ม.เท่านั้น ซึ่งนั่นทำให้เขาได้เรียนรู้ความสุขจากขาลงดอยที่เปรียบได้กับขาลงของชีวิตเพราะไม่ต้องแบกน้ำหนักจากสิ่งใดๆ เท่ากับขาขึ้น

..

ครั้งที่สองคือเมื่อเดินถึงจังหวัดราชบุรี เนื่องจากวันนั้นอดข้าวมาทั้งวัน และยังต้องเดินบนถนนใหญ่ที่อากาศร้อนจัดและเต็มไปด้วยควันพิษ ทำให้รู้สึกวิงเวียนหูอื้อตาลาย ไม่สามารถทรงตัวได้ เขาคิดว่าตัวเองจะตายอีกครั้ง แต่ก็ยังมีคนมาพบและนำตัวขึ้นรถกระบะโดยที่อ.ประมวลพยายามพูดได้แค่เพียงคำว่าเพชรบุรีอยู่หลายครั้งก่อนหมดสติไป..

..

บทเรียนจากเงิน 200 บาท

บทเรียนที่ดีมากอีกครั้งหนึ่งคือเหตุการณ์ที่จ.กำแพงเพชร เมื่อชายหนุ่มคนหนึ่งจอดรถรับเขาขึ้นรถและเมื่อรู้เจตนาที่แท้จริงในการเดินก่อนจากกันจึงรีบซุกเงิน200 บาทให้ในซอกเป้ แล้วขับรถหนีไป

"ผมพบว่าสตางค์ 200 บาทนี้เข้ามาเป็นตัวแทรกในชีวิตผมที่มหัศจรรย์มาก เพราะเมื่อเดินมาจนถึงสี่แยกสลกบาตร จ.กำแพงเพชร ผมเกือบยอมจำนนต่อความหิวกระหายและนำเงิน 200 บาทที่ได้มานั้นไปซื้อน้ำดื่มแต่เผอิญโชคดีที่ไฟเขียวตรงสี่แยกนั้นขึ้นมาก่อน ผมเลยรีบวิ่งออกไปจากตรงนั้นคนขับมอเตอร์ไซค์คงนึกว่าผมรีบวิ่งข้ามถนน แต่ความจริงผมรีบวิ่งหนีอารมณ์ตัวเองที่อ่อนแอมาก เพียงแค่มีเงิน200 บาทอยู่ในกระเป๋าทำให้ผมเกือบพ่ายต่อปฏิญญาที่ตัวเองวางไว้"

..

ร่องรอยของความดีงาม

Image Hosted by CompGamer Image Host Image Hosted by CompGamer Image Host

ระหว่างรอยเท้าก้าวต่อก้าวนับพันกิโลเมตรสิ่งที่ประจักษ์ใจผู้ก้าวเดินคือไมตรีจิตของผู้คนในสังคมที่ยังมีอยู่จริง เช่น สองสามีภรรยาคนเก็บขยะที่เมตตาเลี้ยงอาหารที่ อ.บางสะพาน เด็กวัดไร้บ้านที่ขออนุญาตรูปยักษ์ให้ตนได้นอนในศาลาวิหารและหาอาหารมาให้กิน คนขับมอเตอร์ไซค์ตามเพื่อนำสตางค์มาให้แต่ไม่ได้รับ เพื่อนต่างศาสนาที่เอื้อเฟื้ออาหารและยาเมื่อรู้ว่าใช้วิธีการเดินเพื่อฝึกตนเช่นเดียวกัน หรือแม้แต่หมาหนังกลับที่นอนแอบอิงอาศัยไออุ่นซึ่งกันและกันกับอ.ประมวล จนทำให้เขาสัมผัสคุณค่าของการมีชีวิตอยู่เพื่อผู้อื่น..

..

คืนดินสู่ผืนดินเกิด

วินาทีที่ถึงจุดหมายปลายทางเกาะสมุย อ.ประมวลเคยเล่าว่าไปถึงเรือข้ามฟากบ้านดอน-เกาะสมุยในวันที่ 24 ม.ค.2549 ขณะนั้นมีความรู้สึกดีใจเป็นล้นพ้น เมื่อเดินจากสะพานไปเหยียบแผ่นดินเกาะสมุย ตนก้มลงสัมผัสแผ่นดินที่เกาะสมุยด้วยความรู้สึกดีที่สุด วันนั้นเป็นวันที่ฝนตก ก้มศีรษะลงไปไม่ถนัด ต้องใช้มือจับแผ่นดินแล้วเอามาวางที่กระหม่อมตัวเอง มือเปียกน้ำที่เอามาสัมผัสกับศีรษะสะดุ้งด้วยความรู้สึกที่มหัศจรรย์ จากนั้นจึงเดินกลับบ้าน คุกเข่าลงในที่ที่เป็นบันไดบ้านเดิม และนำดินที่เก็บมาจากไต้ถุนบ้านเมื่อตอนออกจากบ้านอายุ18ปีมาคืนยังที่เดิม ตนรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกและร้องไห้ เป็นอารมณ์ที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งของชีวิต เสียงป้าที่เรียกให้ไปอาบน้ำแล้วมากินข้าวก็ทำให้ตนรู้สึกถึงการกลับบ้านจริง ๆ อีกครั้ง

..

ค้นพบแสงสว่างบนทางเท้า

Image Hosted by CompGamer Image Host

* รับมือกับความท้อแท้

เมื่อถามถึงความท้อแท้ที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง เขาตอบว่าความท้อเกิดขึ้นน้อยมาก เพราะตนมีหลักเกณฑ์ในการกำจัดความท้อแท้อยู่แล้ว เนื่องจากก่อนออกเดินทางตนทราบว่าอะไรคืออุปสรรคที่จะมารบกวน ซึ่งได้แก่ ความรู้สึกท้อแท้ หวาดกลัวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ดังนั้นเขาจึงเตรียมจิตให้ไม่ว่อกแว่กกับเรื่องในอดีตซึ่งจะทำให้เกิดความห่วงใยผูกพันและไม่ปรุงแต่งเรื่องในอนาคตที่ทำให้รู้สึกคาดหวัง และกดดันท้อแท้ พร้อมตั้งจิตเป็นเชิงอธิษฐานว่าจะก้าวทีละก้าวด้วยจิตใจที่เบิกบาน กับอารมณ์ที่เป็นปัจจุบัน

..

* มื้อที่อดสอนมื้อที่อิ่ม

"เคยอดข้าวนานที่สุดเกือบ 2 วันเต็ม ผมพยายามเรียนรู้อารมณ์ที่เกิดจากการอดว่าเริ่มจากการกระหายหิวซึ่งเป็นเรื่องปรกติเมื่อเราไม่ได้กินอาหาร ทำให้ได้ไคร่ครวญว่าการมีอาหารกินเป็นสิ่งมีค่าประเสริฐมาก เพราะฉะนั้นต่อไปถ้าได้มีอาหารกินจะต้องรู้ค่าของการกินอาหาร และรู้ค่าของอาหาร นอกจากนั้นความรู้สึกกลัวอันตรายในภาวะที่ไม่ได้กินอาหารยังทำให้ตระหนักรู้ว่าถ้าร่างกายของเราจะจบลงเพราะไม่มีอาหารกิน ก็ไม่ใช่เป็นสิ่งที่น่ากลัวอะไร เพราะเป็นไปตามความปรารถนาของตนที่ต้องการเดินจนกว่าชีวิตจะหาไม่แล้ว

..

อย่างไรก็ตาม วินาทีที่ฝืนเดินจนเหนื่อยแทบขาดใจตายก็ได้สอนให้เขาเรียนรู้อีกครั้งว่าการเดินให้ตายไม่ใช่สิ่งประเสริฐอะไรเลยเพราะครั้งหนึ่งเคยเดินด้วยความรู้สึกที่อยากก้าวย่างจนถึงวาระจิตสุดท้าย แต่ปรากฎว่ายังไม่ยอมตาย จึงพบว่าความจริงแล้วตนไม่ควรหยาบคายต่อร่างกายของตัวเอง แต่ควรดูแลและทนุถนอมร่างกาย เพื่อเดินด้วยจิตใจที่เบิกบานจะดีกว่า

..

"ถ้าร่างกายนี้มีความจำเป็นต้องหยุดพักเราก็ต้องพัก เพราะร่างกายเป็นอุปกรณ์ที่ให้เราใช้เหมือนเราขับรถ ถ้ารถร้อนจัดเราก็ต้องหยุดให้รถคลายความร้อน แต่ถ้ายังฝืนขับไป รถอาจจะร้อนจนน็อกไปซึ่งวิธีทำเช่นนั้นไม่ใช่เป็นวิสัยของคนขับรถที่ฉลาดเลย"

..

* ถูกครหาว่าสุดโต่ง

"ผมไม่ได้คิดถึงเรื่องสุดโต่งเพราะผมไม่ได้ปฏิเสธสิ่งที่มันอยู่ขั้วตรงกันข้าม ผมไม่ได้ปฏิเสธการมีชีวิตอยู่อย่างสะดวกสบาย แต่คิดว่าในขณะหนึ่งเราควรเรียนรู้ว่าชีวิตที่มันอยู่คนละขั้วนี่มีความหมายอย่างไร เช่น เราตระหนักถึงความหิวเพื่อรู้ค่าของความอิ่ม เราเรียนรู้การเหน็ดเหนื่อยเพื่อรู้ค่าของการได้หยุดพัก เพราะฉะนั้นเวลาเดินไปเราจะรู้เลยว่าการได้หยุดพักก็เป็นคุณค่าอันประเสริฐสำหรับการเดินทางเราจะไม่สามารถเดินทางได้ถึงเป้าหมายเลย ถ้าไม่มีโอกาสหยุดพัก เพราะฉะนั้นการหยุดพักก็เท่ากับการเดิน การเดินเท่ากับการได้หยุดพัก และถ้าเดินถึงเป้าหมายก็ต้องขอบคุณทุก ก้าว ทั้งที่ขณะก้าวย่างและขณะที่ก้าวหยุดเมื่อผมเดินถึงบ้าน จึงต้องขอบคุณชีวิตของผมที่มีทั้งสุข ทุกข์ สำเร็จ ล้มเหลว"

..

"ถ้าพูดในแง่การประเมินค่าก็มีทั้งดีและชั่ว ถ้าเรามีสิ่งหนึ่งที่เป็นความชั่ว ก็ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าความชั่วมีผลเช่นไร และส่งผลให้เราตระหนักถึงคุณค่าของความดี เพื่อให้มีพละกำลังที่จะทำความดี หรือเวลาเราประสบความล้มเหลว เราก็เห็นคุณค่าของความสำเร็จ เวลาประสบความสำเร็จเราก็เห็นบทเรียนจากความล้มเหลว คำว่า 2 ขั้วจึงเป็นการประสานให้เป็นเนื้อเดียวกัน การหยุดกับการเดินจึงเป็นสิ่งเดียวกัน และมีคุณค่าต่อเป้าหมายเหมือนกัน"

..

* ปรารถนารับใช้เพื่อนมนุษย์

"เป้าหมายต่อจากนี้ผมมีความปรารถนาจะรับใช้เพื่อนมนุษย์ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้หากมีกิจกรรมใด ๆ ที่ผู้อื่นไม่ปรารถนาจะทำ แต่มันมีความจำเป็นต้องทำ ผมจะอาสาทำสิ่งนั้น ซึ่งคำตอบขึ้นอยู่กับสังคมว่าผมเหมาะสมจะทำอะไรได้บ้าง ผมไม่สามารถทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ได้มากนัก แต่สามารถทำสิ่งเล็ก ๆ ที่บางครั้งคนอื่นอาจจะมองผ่านเลยไป เช่นเมื่อครู่นี้คนที่มานั่งฟังผม ซึ่งอายุมากแล้วเข้ามาบอกผมว่าเขาเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากอาจมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานผมก็ตั้งใจที่จะเดินไปคุยและอยู่เป็นเพื่อนเขา สิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งยิ่งใหญ่เลย แต่ผมเข้าใจว่ายามที่เรารู้สึกว่าโดดเดี่ยวว้าเหว่น่ากลัว ถ้ามีเพื่อนมนุษย์สักคนเข้ามาก็เหมือนกับเราอยู่ในท่ามกลางความมืด แล้วรู้ว่ามีเพื่อนอีกคนอยู่ด้วย ซึ่งจะทำให้เราอบอุ่นขึ้นมา ทั้งที่ความมืดยังเหมือนเดิม แต่เท่ากับว่าเราจะคลายความกลัวลง ผมอยากเป็นเพื่อนในท่ามกลางความมืด"

...

* จิตงดงามคือความสุข

"สิ่งที่ได้รับจากการก้าวเดินเพียงต้องการบอกทุกคนว่าความจริงแล้วความสุขเป็นสิ่งที่ง่ายมาก เพียงแค่เรามีจิตที่งดงาม เพียงแค่เรามีจิตที่ปรารถนาดีต่อผู้อื่นการกระทำของเราก็จะเป็นไปเพื่อความเกื้อกูลซึ่งการเกื้อกูลเป็นสิ่งที่งดงามมาก แม้กระทั่งบางครั้งที่ผมเดินผ่านกลุ่มเด็กวัยรุ่นแก๊งค์มอเตอร์ไซค์ซิ่ง คิดว่าผมเป็นคนบ้าและอยากจะแกล้งคนบ้าเพื่อความสนุกสนาน ผมก็คิดว่าถ้าผมเป็นคนบ้าแล้วเขาสนุก ผมก็ควรจะเป็นคนบ้า แกล้งทำเป็นบ้าตกใจกลัว เขาก็หัวเราะเอิ๊กอ๊ากแล้วขี่มอร์เตอร์ไซค์ซิ่งไป แน่นอนตรงนี้อาจจะมีคนตำหนิว่าวัยรุ่นเหล่านั้นไม่รู้จักการให้เกียรติผู้อื่น แต่ผมเข้าใจว่าเขามีอารมณ์อย่างนั้นเพราะอยากสนุก แล้วทำไมล่ะ เราไม่สามารถจะเป็นคนบ้าเพื่อความสนุกของเขาได้หรืออย่างไรมันยากอะไรนักหนาที่เราจะเป็นคนบ้า แล้วผมก็มีความสุขที่เห็นเขามีความสุขที่ได้แหย่คนบ้าเล่น หรือบางครั้งเราจะเป็นคนโง่ก็ได้ ถ้าการโง่ของเราทำให้ผู้อื่นเขารู้สึกเขามีค่าขึ้นน่ะครับ"

credit เรื่อง : นิตยสาร Smart Job

นิตยสารหางานที่ดีที่สุดในโลกนี้และโลกหน้า วะ ฮะ ฮ่า

คำตอบ : ปุ๊ อัญชลี..ร้อง ประภาส ชลศรานนท์..ประพันธ์


...



edit @ 2007/04/07 15:14:49

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

อาจารย์น่าสนใจมากคับ
ขอโอกาสอ่านต่อ

#1 By Ku'Keaw* on 2007-04-06 00:06

กะลังว่าจะหามาอ่าน เคยเห็นเค้าเขียนลง นสพ.พลเมืองเหนือ น่าอ่านดี อาจารย์เจ๋งเป็นบ้าเลย

#2 By '''''''''' ' _ ' ''''''''''' on 2007-04-06 00:52

อ่านได้ครึ่งเอนทรี่เองนะคะ แต่รู้สึกว่าอ่านแล้วมันจี๊ดๆน่ะค่ะ
เรื่องก๋วยเตี๋ยว กับเงิน 200 อ่ะค่ะ
คารวะด้วยใจ

#4 By ยืนนิ่ง-ไม่รู้จะเดินไปทางไหน (203.114.103.27) on 2007-04-06 01:33

ยอดมากเลยครับ ผมอ่านรวดเดียวจบเลย ...ต่อไป ต้องไปหาหนังสือมาอ่านจริงๆซะแล้ว

#5 By lolay on 2007-04-06 01:56

ปรัชญา..มันสอนกันได้ด้วยเหรอ?
^
^
เราเคยเรียนวิชานี้แค่ตัวเดวเองค่ะ และจำอะไรไม่ค่อยได้ด้วย 5555

เลยอยากเดาว่าการเรียนการสอนปรัชญาน่าจะเป็นการสอนวิธีคิดมากกว่าค่ะ

ไม่แน่ใจเหมือนกันแฮะ

#7 By no one on 2007-04-06 05:25

คนที่จบ ดร. มักทำอะไรแปลกๆ ..
ทำการเดิน ..> เป็นปรัชญาเรียนรู้
.
งานนี้ได้หล่ายอย่าง
ทั้งหนังสือ
ทั้งหลุดพ้นจากจิตใจ
ก้อว่าเหมือนกันว่า ทำอะไรสุดโด่งไป
ดูๆ เหมือน พระที่ออก ธุดงส์ ..
.
.
การเดินทาง อาจทำให้เรียนรู้
เกิดประโยชน์ กับจิตใจผู้นั้น
แต่ไม่ใช่สิ่งยืนยันว่า
จะทำให้เกิดประโยชน์กับผู้อื่นได้
โดยตรง .....
หนังสือ ถูกถ่ายทอดเขียนเล่า
แต่ความคิดคน ... ควรคิดเอง

#8 By (¯`•¸®·neo590·) °´¯)* on 2007-04-06 05:36

โอ้ น่าอ่านจังเลยครับ ต้องไปหาซื้อให้ได้

ปรัชญาอาจจะสอนกันไม่ได้ ถ่ายทอดกันลำบาก แต่ถ้ารู้ด้วยใจของตัวเองแล้ว มันก็จะรู้แบบลืมไม่ลง และเราจะอยู่กับปรัชญานั้นไปจนตายครับ
ดิฉันเคยเดินไกลสุดหรือ อืม ก็แค่ราวๆ 2 วันพร้อมของกินครบครัน
ส่วนมากการเดินสำหรับฉันคือการเดินเพื่อการท่องเที่ยว
เดินขึ้นเขาหลวงอะไรแบบนั้น

ช่วงนี้ทุกเช้าฉันจะไปเดินๆวิ่งๆริมทะเล
อาจจะราวๆ 4-6 กิโลไปกลับหน่ะนะ
ช่วงที่เดินมันดีจริงๆนะ เมื่อแรกคิดว่าจะหาเพลงมาฟังขณะเดินๆวิ่งๆ
คิดอีกที เสียงคลื่น เสียงของความเงียบ มันก็ดีไปอีกแบบ
บางคนว่าให้ทำใจให้ว่าง แต่ดิฉันใช้เวลาในการฟุ้งฝันมากกว่า

บางทีเดินเพลินไปหน่อย เดินไปไกลมากๆ
ตอนขากลับถึงขนาดคิดว่า ดิฉันจะโบกรถค่ะ กรุณารับดิฉันไปหน่อย
แต่งชุดออกกำลังกายครบครัน น่าอายเกินไป

ไปหามาอ่านด้วยดีกว่า วันอาทิตย์นี้ไปร้านหนังสืออีกแล้ว

แต่ฉันชอบการเดินนะ
คนเข้าทำอะไรหลายๆอย่างไขว่คว้าหาความสุข

ความสุขมันมีจริงรึป่าว ก็ไม่รู้

#11 By goody on 2007-04-06 09:29

- ชีวิตต้องเรียนตลอดชีวิต -

#12 By :+:วาโยโย่:+: on 2007-04-06 11:48

ที่จริงแล้วการเดินอย่างมีจุดหมายนั้นมันเป็นอุปมาเหมือน การก้าวผ่านทางจิตวิญญาณ

ยิ่งถ้ามันยากแล้วเราสามารถผ่านมันไปได้เราจะรู้สึกว่าตัวเรามีคุณค่ามากขึ้นอีกนิด

แล้วก็ระยะทางก็เป็นขวากหนามที่ทำให้เราสำนึกตนว่าเราไม่ได้ยิ่งใหญ่อันใด

ระยะทาง+เวลาทำให้เราได้คิดทบทวนเรื่องที่เราเคยทำทั่งดีและไม่ได้แล้วเราจะได้บทสรุปที่สุกท้ายตรงปลายทางอย่างแน่นอน

แล้วก็การได้พบเรื่องราวริมทางมักจะทำให้เราได้พบแง่คิดหรือสิ่งบางอย่างที่เราไม่สามารถหาได้จากสถานที่ที่เราคุ้นเคยอยู่ประจำ ไม่สามารถหาได้จากที่ทำงานหรือบ้านหรือห้างร้านต่างๆแต่มันจะเจออะไรนั้นมันเป็นเรื่องของคนที่ก้าวแล้วเท่านั้นและก็เป็นเรื่องที่จะไม่เหมือนกันทุกคนไปแม้จะเส้นทางเดียวกันก็เถอะ

#13 By แพนด้าตัวผอมๆไม่น่าทะนุทะนอมเอาซะเลย (202.133.159.105) on 2007-04-06 11:55

ชีวิต้องก้าวเดิน อยู่ที่ว่าใครจะเลือกก้าวเดินไปหาอะไร...

ดร.ประมวล ได้ก้าวเดินในสิ่งที่ท่านตั้งใจ...คงเป็นประสบการณ์ที่ดีและมาถ่ายทอดได้นะ...

ไว้จะลองหามาอ่านดูนะ

#14 By matoom39 on 2007-04-06 12:17

ชอบมากครับ

#15 By นายบวก on 2007-04-06 17:03

เมื่อวานไปกะว่าจะพบอาจารย์ที่งานสัปดาห์หนังสือเหมือนกันครับ ไปถามหาที่สำนักพิมพ์ สุขภาพใจ อยากพูดคุยกับอาจารย์เหมือนกัน กะว่าจะขอลายเซ็น แต่ไม่พบ เขาว่าอาจารย์จะแวะไปวันที่ 8 ยังไม่ทราบเวลาแน่นอน

ก็เลยคิดว่า เราคงไม่ได้ไปแน่เลย ก็เลยซื้อหนังสือของอาจารย์มาเล่มหนึ่งจากในงานครับ ยังไม่ได้อ่านเลย มัวแต่นั่งเขียนต้นฉบับหนังสือตัวเองอยู่ครับ ใกล้ปิดต้นฉบับแล้ว

#16 By HyPeR MonKeY on 2007-04-06 21:29

ขอบคุณที่ทำใหห้ฉันรู้จักเรื่องนี้

อาจาร์ยเจ๋งไปเลย
เคยเรียนกับอาจาร์ยสมปองค่ะ ตอนนี้ยังจำเสียงเล็กๆของอาจาร์ยได้อยู่เลย....
....
ขออีกทีเหอะ อ.ประมวลเท่จริงๆ
ต้องหามาอ่านซะแล้ว

#18 By walk my own way ^^ on 2007-04-07 11:49

ขอบคุณที่นำมาให้อ่านครับ
ยิ่งใหย่มา ในช่วงชีวิตของคนคนหนึ่งค่ะ
แก้ไขค่ะ...เป็น..ยิ่งใหญ่มาก
วันนี้ไปหาดูที่ร้านหนังสือแถวบ้านแต่ไม่มี
สงสัยต้องเข้าเมือง
อ่านแล้วทึ่งในตัวอาจารย์เลยอ่ะครับ

#23 By I-HERE-YUI on 2007-04-08 08:55

สุดยอดเลยครับ ดร. ประมวล

#24 By JOKER on 2007-04-08 11:15

โห ชีวิตคนทประสบความสำเร็จในชีวิตนี่
เค้าก็ไม่ได้เกิดมาสบายกันทุกคนเนอะคะ
แต่ละคนก็ต้องลำบากมาก่อนทั้งนั้น T^T
แต่เค้าก็ผ่านกันมาได้เนอะคะ งี้หนูก็ต้องพยายามบ้างแล้ววว
ปล. มาตอบคำถามนะคะ หนูฝึกงานที่ ธนาเพรส ค่ะ
ปล. 2 เพลงเพราะจังค่ะ

#25 By r a p p e l e r * on 2007-04-08 11:50

อยากอ่านมั่งอ่ะ เห็นที่สัปดาห์หนังสือแล้ว แต่ไม่ได้ซื้อ งบหมด

#26 By IwalkTheLine on 2007-04-08 13:02

โอ้ว น่าสนใจมากๆ เลยครับ

ปล. มาตอบครับ
ฝึกงานที่ GMM ฝ่าย Computer Graphic ครับ ^^

#27 By r i j e -[a x k i z e l] on 2007-04-08 13:57

มาตอบต่อนะคะ ^^"
ได้เลยค่ะ แต่ตอนนี้ หนูเพิ่งเริ่มไปอาิทิตย์เดียวเองค่ะ
ไว้ใกล้ๆสิ้นเดือน พ.ค. แล้วกันนะคะ หนูคงมีเรื่องเล่าให้พี่ฟังเยอะแยะเลยค่ะ

#28 By r a p p e l e r * on 2007-04-08 14:51

พี่นุช พี่หายไปไหรอะ

จะบอกว่าพึ่งอ่านสัมภาษน์ใน อะเดย์จบ
อยากคุยกับแกสักหนหนึ่ง
เหมือนว่าแกบรรลุบางสิ่ง เหมือนแกเห็นดวงแก้วแล้ว
อ่านแล้ว...รู้สึกดีจังเลยค่ะ
เรื่องของอาจาร์ทำให้ย้อนมองตัวเอง
บางที... เรา "แสวงหา"
ตามหาซะจนไม่รู้ว่าจริงๆ อะไรที่เราต้องการ

บางครั้งครูอย่างฉัน... ก็เผลอ
อยากเลื่อนขั้น อยากได้รางวัล
แท้จริงแล้ว...
ชีวิตครูอย่างฉัน
มันสำคัญตรงที่
ฉันทำให้นักเรียนของฉัน
ได้โตขึ้นอย่างงดงาม
รางวัลของฉัน
คือหัวใจของเด็กนักเรียน..ต่างหาก
ขอบคุณที่นำเรื่องราวดีๆ มาให้อ่านนะคะ

#30 By ครูหลังเขา* on 2007-04-09 11:51

เห็นที่งานหนังสือยังคิดอยู่เลยว่าคุณน้านี่ฟิตจริงๆเลย
สู้ๆคับบ

#31 By XEGXEF on 2007-04-09 12:09

เพื่อนเราคนนึง เคยขี่จักรยานจากกรุงเทพมาเชียงใหม่
ตอนนั้นฉันก็ทึ่งมากพอแล้ว
แต่คงเทียบไม่ได้เลย กับเศษเสี้ยวของการกระทำ และเจตจำนงของอาจารย์ประมวล

คนเล็กๆ ทำสิ่งที่น้อยคนจะมองเห็น แต่กลับสร้างแรงบันดาลใจและมุมมองต่อโลกให้แก่ผู้คนได้อย่างยิ่งใหญ่

น่าทึ่งจริงๆ
อ่านรวดเดียวจบ รู้สึกดีจังครับ
พี่นุช

ผมร้องไห้ว่ะ
อ่านแล้วเห็นท่าทางของอาจารย์
ได้ยินน้ำเสียง แล้วภาพของดวงตาสีเทานั้นมันวาบเข้ามาในความทรงจำ...

ผมเคยบอกใครต่อใครไปหลายครั้งเกี่ยวกับอาจารย์ ผมเชื่ออย่างจอห์น สไตน์เบคว่า คนเราเจอครูดีสักคนสองคนก็คุ้มแล้วชีวิต ผมว่าผมพบแล้วครูที่ดีอย่างนั้น เรื่องราวชีวิตบางทีก็เหมือนนิยาย มีรุ่นพี่ที่จบไปแล้วคนนึงเป็นเพื่อนของเพื่อนของรุ่นพี่ที่อยู่บ้านเช่าใกล้ๆ กับผม เคยนเจอกันในงานรับปริญญาพี่เขา มาเจอกันอีกทีพี่เขามาขอยืมบัตรผมบืมหนังสือ ก่อนจะจากกันวันนั้นพี่เขาบอกว่าให้ไปเรียนปรัชญาจีนกับเอ็กซิสฯแล้วก็เดินจากไป ไม่มีบริบทก่อนหน้าและตามหลัง แต่ชีวิตผมนึกขอบคุณพี่คนนั้นเสมอที่ทำให้ผมได้พบอาจารย์ประมวล

จำได้ว่ามีครั้งหนึ่งในชั่วโมงเรียน
อาจารย์พูดทำนองว่าให้เรามาศึกษาปรัชญาในฐานะของท่าทีในการดำเนินชีวิต ผมเคตยถามอาจารย์เหมือนกันว่าเรียนไปถึงป.โท ป.เอก เพื่อยึดและมั่นคงในตำราหรอกหรือ ปรัชญามีค่าและให้ภาพเพียงเท่านั้นหรอกหรือ?

อาจารย์บอกว่าปรัชญาไม่ใช่สูตรสำเร็จในการดดำเนินชีวิต สุดท้ายแล้วเราเรียนรู้อะไรเพื่อค้นพบความหมายของเราเอง ปรัชญาแห่งความหมายทำให้มนุษย์มีความหวังและพลังในการดำเนินชีวิต

สุดท้ายแล้วเราจะมีปรัชญาในการดำเนินชีวิตเป็นของตนเอง ผมศรัทธากับการออกเดินทางของอาจารย์ เรื่องราวหลังจากนี้ หากเรื่องไหนเป็นเรื่องดี ก็ให้ทำตามหากไม่ก็ไม่ต้องให้ความสนใจ ความเป็นครูคือสิ่งนี้มิใช่หรือ เมื่อถึงที่สุดแล้วเราต่างเลือกตัดสินใจในการทำอะไรต่อมิอะไร
หากใครเห็นว่ามันไร้ค่า อาจเพิกเฉยหลงลืมไป.. แต่หากไม่แล้วก็จงทำอย่างที่คิดจะทำ อยางมั่นคง... เลือกและรับผิดชอบต่อการเลือกนั้นๆ

ขอบคุณมากเลยพี่นุช
ชำระจิตยิ่งเลย

#34 By หมีมีหนวด on 2007-04-20 14:12

ป.ล.
ลืม เพลงเพราะดีครับ

#35 By หมีมีหนวด on 2007-04-20 14:14

อ.ครับ ผมคนหนึ่ง ที่ได้เดินตามรอยอาจารย์ ด้วยจิตใจ

#36 By คนที่อยากเดินตามทางได้บาง... (118.173.6.171) on 2009-02-06 12:42