สวดมนต์เถอะดี!

posted on 05 Oct 2008 13:07 by kanchanok

ฮุฮุ เอนทรีส์นี้ยาวไป เนื้อหาก็ขึ้นกับความสนใจของคน

ก็อปเค้ามาอีกตะหาก สรุปแล้ว ลงไว้สำหรับคนอยากอ่าน

            หรือสำหรับขาจรที่มาจากเซิร์จเอ็นจิน

...มาสวดมนต์กันดีกว่า สวดมนต์เถอะดี

ไม่มีฟุ้งซ่าน จิตสงบ

สุขง่าย ๆ ด้วยตัวเอง

 

เสียงสวดมนต์รักษาโรคชะงัก

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 23 พฤษภาคม 2547  

 

อาจารย์ศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เชิญชวนเปล่งเสียงสวดมนต์ นำพลังจากการสั่นสะเทือนจากการเปล่งเสียงสวดภาษาบาลีกระตุ้นอวัยวะต่าง ทั่วร่างกาย

 

พบเสียงโอ กระตุ้นหัวใจ บทสวดมนต์ในพุทธศาสนากล่าวถึงสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าค้นพบ เพิ่มพลังให้ผู้สวดและผู้ฟัง เช่น บทสวดอนัตตะลักษณะสูตร คาถาพระปริตรธรรม

ผศ.จุฑาทิพย์ อุมะวิชนี อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า คุณค่าของการสวดมนต์ในพระพุทธศาสนา สามารถพิจารณาได้หลายประเด็น ตั้งแต่การใช้ภาษา โดยการสวดมนต์ในพระพุทธศาสนาเป็นภาษาบาลี มีความเก่าแก่หลายพันปี ภาษาบาลีมีสระผสมผสานอยู่แทบทุกพยางค์ การเปล่งเสียงที่มีพยัญชนะครบสามารถกระตุ้นให้เกิดพลังได้ ถึงแม้ผู้สวดจะไม่รู้ความหมายของคำที่เปล่งออกมาก็ตาม

 

พระอาจารย์สิงห์ทน นราสโภ หรือ อดีต ดร.สิงห์ทน คำซาว อาจารย์ภาควิชาปรัญญา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวไว้ว่า เสียงโอที่เปล่งออกมาในการสวดมนต์จะกระตุ้นหัวใจ เสียง ออ วอ สอ ขา หา ยะ กระตุ้นไต เสียงอี กระตุ้นระบบขับถ่าย เช่น เวลาต้องการให้เด็กปัสสาวะเรามักจะบอกเด็กว่า ฉี่ เป็นต้น

นอกจากนั้น เมื่อพิจารณาด้านภาษาบาลีในแง่ไวยากรณ์ ฐานเสียงอักขระทุกตัว เมื่อเกิดจากฐานใดของเสียงก็จะไปกระตุ้นอวัยวะส่วนนั้น ๆ การเปล่งเสียงในภาษาบาลีมีพลังสั่นสะเทือน ซึ่งในแง่ของโยคะ สามารถกระตุ้นจักรหรือศูนย์รวมพลังทั้ง 7 ในตัวเราได้ เช่น คำว่า โอม เมื่อเปล่งเสียงสูงและต่ำ ผู้พูดจะรู้สึกถึงพลังสั่นสะเทือนไปตามจุดสำคัญของร่างกายตั้งแต่ก้นกบจนถึงลำคอและศีรษะ

ดร.ริชาร์ด เกอร์เบอร์ และแอนดรู ไวลด์ กล่าวถึงพลังสั่นสะเทือนที่เราได้จากการท่องคาถาสวดมนต์ว่าเป็นยาวิเศษ โดยเขียนไว้ในหนังสือเรื่อง Vibration Medicine ว่า โรคที่ส่งผลต่อร่างกาย หากได้รับพลังสั่นสะเทือนถือว่าเป็นการเยียวยาอวัยวะส่วนนั้น ๆ ดร.แอนดรู ไวลด์ เขียนหนังสือเรื่อง Spontaneous Healing และได้ทำวิจัยร่วมกับ ดร.เกเฮนริก ผู้เขียนเรื่อง Conscious Breathing ทั้งสองได้ข้อสรุปว่าร่างกายเรามีแนวโน้มที่จะสามารถรักษาตนเองได้ หากรู้จักใช้พลังกระตุ้นอวัยวะที่มีปัญหาในร่างกายผศ.จุฑาทิพย์ กล่าว

ผศ.จุฑาทิพย์ กล่าวว่า ในเชิงความหมายของบทสวด เนื้อหาส่วนใหญ่คือ การสรรเสริญพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้า พระบารมี ตลอดจนพระเมตตาต่อมวลมนุษย์ ทรงปราบมารต่าง ๆ ได้ อาจอธิบายได้ว่าการเปล่งวาจาที่เป็นสัจธรรมออกมา เปรียบได้กับการเปล่งแสงสว่างที่ทรงคุณค่า การสวดมนต์จึงนำมาซึ่งความสว่างไสวปกป้องผู้กล่าวและสรรพสิ่งทั้งหลายได้ มีการนำน้ำพระพุทธมนต์ไปวิเคราะห์อณูของน้ำว่าเป็นอย่างไร ปรากฏว่าโมเลกุลของน้ำที่ได้รับเสียงสวดมนต์มีความสมบูรณ์ สวยงาม ขณะที่น้ำที่ตั้งอยู่หน้าโทรทัศน์และคอมพิวเตอร์มีความบกพร่องของอณู มีรูปร่างไม่สมบูรณ์ คำอธิบายที่ได้จากการทดลองนี้คือ อานุภาพของคาถาที่มีพลังหรือการสั่นสะเทือนของคาถา ส่งให้อณูในน้ำปรับตัวสู่ภาวะที่สมบูรณ์ละเอียดอ่อนได้

ทั้งนี้ ผศ.จุฑาทิพย์ ได้ยกตัวอย่างบทสวดมนต์เพื่อสุขภาพ เช่น ชัยมงคลคาถาหรือบทพาหุง ซึ่งเป็นบทที่สรรเสริญพระอรหันต์สาวกทั้งหลาย หรือมงคลสูตร กล่าวถึงข้อควรปฏิบัติของมนุษย์เพื่อความเป็นมงคลแก่ตนเอง บทสวดที่กล่าวถึงสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าค้นพบ เช่น อนัตตะลักษณะสูตร อธิบายถึงไตรลักษณ์ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพื่อให้คนเกิดความปล่อยวาง ส่วนคาถาพระปริตรธรรม ทั้งเมตตปริตร ขันธปริตร โมรปริตร ธารณปริตร โพชณงคปริตร คาถาชินบัญชร เป็นบทสวดเพื่อยกย่องความดีงามของผู้สมควรบูชา ในขณะเดียวกันผู้สวดจะได้รับการคุ้มครอง ปกป้องให้รอดพ้นจากภยันตราย หรือแม้กระทั่งรักษาความเจ็บไข้ได้ป่วยด้วย

ในพระพุทธศาสนามีกล่าวไว้หลายเรื่อง เช่น เมื่อพระมหากัสสปะเถระอาพาธ พระพุทธเจ้าเสด็จมาและทรงสวดโพชฌงค์ 7 พอทรงสวดจบ พระมหากัสสปะก็หายอาพาธ ในทำนองเดียวกันพระโมคคัลลาน์หายอาพาธได้เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงโพชฌงค์ 7 ให้ฟัง แม้แต่พระพุทธเจ้าเอง เมื่อทรงอาพาธ ทรงโปรดให้พระมหาจุนทะ สวดโพชฌงค์ 7 ถวาย เมื่อสวดจบพระพุทธองค์ทรงหายจากอาการประชวร

นอกจากนั้นในสมัยพุทธกาลชาวบ้านยังนิยมนิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนต์ให้ที่บ้านเมื่อเจ็บป่วย เช่น ธรรมมิกอุบาสก เมื่อใกล้จะถึงวาระสุดท้ายของชีวิต นิมนต์พระสงฆ์มาสวดสติปัฏฐานสูต หรือในกรณีของมานทินคหบดี หรือท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เมื่อไม่สบายก็นิมนต์พระสงฆ์มาสวดที่บ้าน เมื่อสวดมนต์จบความเจ็บป่วยหายไปได้ การสวดมนต์ที่ชาวพุทธคุ้นเคยกันคือการทำวัตรเช้า-เย็น สวดมนต์แผ่เมตตา สวดคาถาพาหุงมหากาฯ และสวดพระปริตร

มีการวิจัยในการแพทย์ปัจจุบันจำนวนมากที่แสดงว่าการสวดมนต์ ช่วยให้เกิดความสุข ความพอใจในชีวิตที่เป็นอยู่  เช่น ให้สุขภาพจิตดีและช่วยแก้ไขปัญหาชีวิตได้  ตัวอย่างเช่น นายแพทย์ลารี ดอสซี ได้วิเคราะห์ผลงานวิจัยในเรื่องนี้ประมาณ 100 เรื่อง และพบว่าในงานวิจัยต่าง ๆ เหล่านี้การสวดมนต์มีผลต่อการเจริญเติบโตของเมล็ดพืช และการที่แผลหายเร็วขึ้น นอกจากนั้นในงานวิจัยหลายชิ้นรายงานว่าการสวดมนต์สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราได้ สมาคมวิทยาศาสตร์ทางจิตแห่งรัฐเทกซัสได้เจาะเลือดอาสาสมัคร 32 ราย เมื่อแยกเอาเม็ดเลือดแดงออกแล้วใส่สารละลายที่จะทำให้เม็ดเลือดแดงบวมและแตกในเวลาต่อมา แล้วให้อาสาสมัครเหล่านั้นสวดมนต์ขอให้เม็ดเลือดแดงแตกน้อยลง ผลคือเม็ดเลือดแดงนั้นแตกช้าลง (
Castleman M, Nature’s Cures)

Randolf Byrd
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจได้ทำการศึกษาเรื่องของการสวดมนต์ภาวนาในคนไข้  393 คน ที่ San Francisco General Hospital โดยแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรก 192 คน ซึ่งมีกลุ่มที่คอยสวดภาวนาและสวดมนต์ให้ กลุ่มที่สอง 201 คน ไม่มีกลุ่มคอยสวดภาวนาให้

ผลการทดลองพบว่าคนไข้กลุ่มแรกที่มีคนคอยสวดมนต์ให้ใช้ยาปฏิชีวนะน้อยกว่ากลุ่มที่สอง 5 เท่าเกิดภาวะแทรกซ้อนในเรื่องน้ำท่วมปอด (Pulmonary Edema) น้อยกว่า 3 เท่า ถูกใส่ท่อช่วยหายใจ (Endo tracheal Intubation) น้อยกว่า 12 เท่า การทดลองครั้งนี้ได้รับการยอมรับจากนักวิทยาศาสตร์ว่าผลการทดลองมีนัยสำคัญที่เชื่อถือได้

จากการศึกษางานวิจัยดังกล่าวเราอาจสรุปได้ว่าการสวดมนต์ในรูปแบบต่างๆ ทำให้เราผ่อนคลายทั้งทางจิตใจและทางกาย ทำให้เรารู้สึกสบายใจ สภาพจิตใจเช่นนี้มีผลกระทบต่อสุขภาพทางใจและทางกายมาก ด้วยเหตุนี้จิตแพทย์ในประเทศสหรัฐอเมริกาจำนวนไม่น้อยจึงนำการสวดมนต์มาใช้ในการบำบัดทางจิต ร่วมกับวิธีการรักษาทางการแพทย์ การสำรวจของนักวิจัยหลายกลุ่มพบว่าคนอเมริกันนิยมสวดมนต์กันมาก กล่าวคือ 70% สวดมนต์ทุกวัน 44% สวดมนต์เพื่อการบำบัดโรค มีงานวิจัยจำนวนมากแสดงให้เห็นว่าการสวดมนต์ช่วยให้ผู้ป่วยเป็นโรคร้ายแรงน้อยลง เช่น โรคหัวใจ โรคความดัน โรคเครียด และโรคซึมเศร้า เป็นต้น และแม้แต่ผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งจะมีอัตราตายต่ำกว่าประชากรทั่วไป นอกจากนั้นการสวดมนต์เมื่อปฏิบัติร่วมกับสมาธิยังสามารถลดปัญหาการฆ่าตัวตาย และการใช้ยาเสพติดได้

การสวดมนต์ไม่ใช่เรื่องไร้สาระหรือเป็นไสยศาสตร์อีกต่อไป ผลจากการสวดมนต์นอกจากจะให้ผลทางการบำบัดรักษาโรคต่างๆ แล้ว ยังให้ผลในด้านอื่นๆ อีกมากมาย หากท่านยังไม่เชื่อหรือสงสัยว่าจริงหรือไม่ ขอให้ลองทดสอบดูด้วยตนเองก็ได้

.

.

 .

.

 ...เพราะสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ากับสวดมนต์ด้วยตนเอง  

 

 

 

edit @ 5 Oct 2008 13:20:42 by no one

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

สวดมนต์เหมือนกันค่ะ แต่ตอนนี้ยังเพิ่งเริ่มๆ สวดอาทิตย์ละครั้ง แหะๆ

#1 By แมงปอ on 2008-10-06 10:39

ขอบคุณมากนะคะ จะพยายามเช่นกันค่ะ

#2 By Shiaya ☆ 志彩 on 2008-10-28 04:20

โมทนาสาธุเจ้า....

การสวดโพชฌงคปริตร เพื่อรักษาโรคนั้น หากจะเป็นกุศโลบาย ให้คนสวดมนต์ก็เป็นเรื่องที่ดี

แต่ถ้ามีโอกาสได้ดูเดี่ยว ๗ การทำสืบ ๆ กัน เล่าสืบ ๆ กันมา มาเพียงอย่างเดียว ไม่มีเหตุผลรองรับ ก็ทำให้เกิดความลังเลสงสัยได้ว่า มันรักษาโรคได้จริงเรอะ ฉะนั้นเราจึงควรสืบค้นศึกษาหาความจริง ควบคู่ไปกับความเชื่อโบราณ

ซึ่งในการนี้ ก็มีผลงานวิจัยรองรับ น่าอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง และอาจจะค้นลงไปให้ลึกกว่านั้นว่า ในเหตุการณ์จริง เป็นเช่นไร

ข้าพเจ้าศึกษาธรรมะมาระยะหนึ่ง พบว่า จริยาผู้ที่บรรลุธรรม เป็นพระอรหันต์แล้ว จะมีลมหายใจเป็นเครื่องอยู่ มีการระลึกถึงความตาย เพื่อความไม่ประมาท เป็นเครื่องอาศัย มิได้เห็นโลกนี้ มีความรื่นรมย์สักน้อยหนึ่ง ใดใดในโลกก็ล้วนมีแต่ทุกข์ จักมีสิ่งใดเป็นเครื่องบันเทิง?

ในการเจริญพระกรรมฐาน ก็จะมีองค์ของฌาน ขั้นต่าง ๆ เช่น มี วิตก-การตรึก วิจารณ์-การตรอง ปีติ-ความยินดี สุข-ความสุข เอกัคคตา-อารมณ์เป็นหนึ่งเดียว เหล่าพระอรหันต์เจริญกันเป็นปกติ แทบ ๒๔ ชั่วโมง และมักมีอารมณ์เป็น เอกัคคตา และอุเบกขา อันเป็นองค์ของจตุตถฌาน หรือ ฌาน ๔

การทรงอารมณ์อยู่ในฌาน ๔ ก็เป็นสุขมากแล้ว คือมันสงบ มันนิ่ง แต่เมื่อใด ที่ได้รับฟังสิ่งบันเทิงของพระอรหันต์ คือ ธรรมะ ก็จะมีองค์ของฌาน ที่ได้ละไปแล้ว นั่นคือ "ปีติ" กลับมาเกิดขึ้น

ถ้าเปรียบกันกับคนธรรมดา ก็เสมือนเราได้ดูหนังดี ๆ ที่โดนใจสักเรื่อง ได้ฟังคอนเสริ์ตที่เราชื่นชอบมาก ๆ เกิดปีติ น้ำตาไหล เพียงแต่ของพระอริยเจ้า ท่านชื่นชอบธรรมะอันสุขสงบ เมื่อฟังแล้วก็มีความสุข เกิดปีติ

ปีติตัวนี้นี่เอง ที่รักษาโรคได้ เหมือนคนเราดีใจมาก ๆ บางทีอาการป่วยก็หายไปชั่วคราวเอง

นั่นละ ที่มาของโพชฌงคปริตร

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#3 By Dhammasarokikku on 2008-10-31 13:12

confused smile โมทนาหลวงพี่ึ่ค่ะ ดีใจที่มาให้ความรู้ค่ะ confused smile

#4 By no one on 2008-11-03 01:02