บังเอิ๊ญ เซิร์จข้อมูลเรื่องเด็กไร้สัญชาติจนไปเจอสาละวินโพสต์ค่ะ โครงการนี้รับสมัครถึงสิ้นเดือนเท่านั้น ถ้าชอบก็น่าไปทีเดียวนะคะ เอามาฝากค่ะ ส่วนด้านล่าง เป็นบทความในสาละวินโพสต์ที่เซิร์จไปเจอ อ่านแล้วเคารพคุณครูผอ.ท่านนี้จริง ๆ เลยค่่ะ : )

 

โครงการอบรมการเขียนสารคดี

โครงการอบรมการเขียนสารคดี
“มิตรภาพสู่พรมแดนตะวันตก”
โดย นิตยสารสาละวินโพสต์
 
 

วัตถุประสงค์
1. เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ในสังคมไทยเรียนรู้ปัญหาของประเทศพม่า
2. เพื่อเพิ่มพูนทักษะการเขียนสารคดีในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประเทศพม่า
3. เพื่อเผยแพร่งานเขียนประเด็นพม่าสู่สังคมไทย

อายุระหว่าง 18 – 30 ปี

(ผู้ที่อายุเกินกว่ากำหนดเล็กน้อยแต่มีความสนใจเข้าอบรม สามารถส่งใบสมัครมาเพื่อพิจารณาได้)



ระยะเวลาอบรม
ระหว่างวันที่ 12 – 16 ตุลาคม 2552


สถานที่จัดอบรม
อำเภอเมือง (วันที่ 12 และ 13) และอำเภอฝาง (วันที่ 14-16) จังหวัดเชียงใหม่


กำหนดการ

12 ต.ค.  52 อบรมพื้นฐานการเขียนสารคดีในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประเทศพม่า โดยบรรณาธิการนิตยสารสาละวินโพสต์
13  ต.ค. 52 ฟังบรรยายเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศพม่า โดย วิทยากรจากกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ
14 – 16 ต.ค. 52 ลงพื้นที่เก็บข้อมูลเพื่อใช้ในการเขียนสารคดีที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่


ไม่มีค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม (วันที่ 12 และ 13 มีอาหารว่างและอาหารกลางวัน แต่ไม่มีที่พัก ส่วนวันที่ 14-16  มีบริการอาหารและที่พักตลอดการลงพื้นที่)


เงื่อนไขการสมัคร

1. กรอกรายละเอียดตามใบสมัคร (คลิกขวาที่นี่ save target as เพื่อดาวโหลดใบสมัคร )
2. ส่งตัวอย่างงานเขียนอย่างน้อย 1 ชิ้น (ไม่จำเป็นต้องเคยตีพิมพ์ผ่านสื่อมาก่อน)
3. ผู้เข้าอบรมจะต้องเข้าร่วมกิจกรรมตลอดทั้งการฝึกอบรม และส่งงานเขียนหลังการฝึกอบรม 1 ชิ้น (หากผลงานเขียนได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารสาละวินโพสต์จะได้รับค่าตอบแทน)


ช่องทางการสมัคร

    ทางไปรษณีย์ ตู้ ป.ณ. 95 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200
    ทางอีเมล์  snn_news@cm.ksc.co.th

\n This email address is being protected from spam bots, you need Javascript enabled to view it

ขยายเวลาเปิดรับใบมัครถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2552
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 081-530-1354
 
 
 
........
 
 
 
 
ศูนย์ข่าวสาละวิน   

"ผมเป็นคนไทย ส่วนเพื่อนผมเป็นคนมอญจากพม่า ครูให้เราสองคนนั่งเรียนด้วยกัน ผมมีหน้าที่ช่วยเพื่อนอ่านภาษาไทย เวลามีขนมเราก็แบ่งกันกิน เราเลยเป็นเพื่อนสนิทกัน แล้วตั้งชื่อเล่นใหม่กันเองว่า "ด็อกเตอร์" คนหนึ่งชื่อ"ด็อก" อีกคนชื่อ "เตอร์" ครับ" 

 

พูดจบเด็กชายก็ส่งเสียงหัวเราะกับชื่อเล่นใหม่ ที่ตั้งขึ้นกันเอง ทั้งสองคนเป็นนักเรียนชั้น ป. 3 ของโรงเรียนวัดศิริมงคล ตำบลบ้านเกาะ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาครหรือมหาชัย โรงเรียนแห่งแรกที่เปิดโอกาสให้กับบุตรหลานแรงงานอพยพเข้าเรียนจำนวนมากที่ สุดในพื้นที่นี้ อันที่จริง เด็กชายทั้งสองเพิ่งมีโอกาสได้เป็นเพื่อนร่วมชั้นกันเพียงครึ่งปี แม้ว่าเด็กชายชาวมอญจะยังพูดภาษาไทยไม่ชัดถ้อยชัดคำ แต่ความบริสุทธิ์ใสซื่อที่ซ่อนอยู่ในใจของเด็ก ๆ ทำให้พรมแดนด้านภาษาหรือรัฐชาติไม่อาจปิดกั้นน้ำใจที่ทั้งคู่มีให้กันได้ เด็กชายทั้งสองจึงกลายเป็นคู่หูกันอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับเด็กนักเรียนเกือบ 300 คนในโรงเรียนแห่งนี้ แม้ว่ากว่า 250 คนจะเป็นลูกของแรงงานอพยพหลากหลายเชื้อชาติ แต่บรรยากาศภายในโรงเรียนกลับไม่ได้แบ่งแยกความแตกต่างที่มีอยู่เลย ตรงกันข้าม เด็กๆ กลับส่งเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขมากไปกว่าเด็กๆในโรงเรียนอีกหลายแห่ง เพราะได้รับการปฏิบัติจากครูอย่างเท่าเทียมกัน


 

นางเสาวนีย์ สว่างอารมณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดศิริมงคลกล่าวถึงเหตุผลที่ตัดสินใจเปิดรับบุตรหลานแรงงานอพยพเข้าเรียนว่า "ดิฉัน เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งนี้มาสามปี เมื่อก่อนเวลาขับรถผ่านตามซอยโรงงานจะเห็นเด็กวิ่งเล่นเต็มไปหมด เพราะเด็กไม่มีโอกาสได้ไปโรงเรียนเหมือนอย่างเด็กไทย ดิฉันรู้สึกสงสาร อยากเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียน แต่ตอนนั้นรัฐบาลไทยยังไม่มีนโยบายสนับสนุน ดิฉันจึงเริ่มแอบรับเด็กบางคนมาเข้าโรงเรียน เพราะถึงแม้เรียนจบจะไม่ได้ใบประกาศรับรอง แต่อย่างน้อยเด็ก ๆ ก็ยังได้ความรู้ติดตัวไป หลังจากรัฐบาลออก มติครม. 5 ก.ค. 48 ขยายโอกาสทางการศึกษาให้แก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่ สัญชาติไทย ก็เลยเปิดรับแบบเต็มที่เลย เพราะอยากให้โอกาสเด็กเหล่านี้อยู่แล้ว"


 

ทว่า แม้นโยบายรัฐบาลจะประกาศให้เด็กทุกคนมีสิทธิเข้าเรียนในทุกโรงเรียน แต่ในทางปฏิบัติเด็กส่วนใหญ่ยังคงถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าเรียน เนื่องมาจากทัศนคติของบุคลากรในโรงเรียนที่ยังคงแบ่งแยกความเป็นเด็กด้วย "สัญชาติ" เด็กที่ไม่มี สัญชาติไทยจึงถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าเรียน ด้วยเหตุผล "ห้องเรียนเต็ม" ผลก็คือ เด็กส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสได้เข้าเรียนในโรงเรียนใกล้ชุมชนที่พ่อแม่ทำงาน แต่ต้องเดินทางมาเรียนที่โรงเรียนวัดศิริมงคล ซึ่งเปิดรับนักเรียนทุกสัญชาติอย่างเต็มใจ และแม้ว่า "ห้องเรียนจะเต็ม" จนล้นออกมาเรียนนอกอาคาร แต่ผู้อำนวยการ โรงเรียนแห่งนี้ก็ไม่เคยปฏิเสธเด็กที่มาสมัครเรียนเลยสักคนเดียว ทำให้ปัจจุบันโรงเรียนแห่งนี้มีเด็กนักเรียนเพิ่มขึ้นจากเดิม 80 คนเป็น 300 คน ในจำนวนนี้เป็นบุตรหลานแรงงานอพยพจากประเทศพม่าประมาณ 250 คน กว่าร้อยละ 70 เป็นชาวมอญ ส่วนที่เหลือเป็นชาวทวาย ชาวพม่าแท้ และชาวกะเหรี่ยง

ผู้อำนวยการโรงเรียนกล่าวถึงขั้นตอนเตรียมความพร้อมของบุคคลกรครูและชาวบ้านในละแวกโรงเรียนก่อนรับบุตรหลานแรงงานอพยพเข้าเรียนว่า

"ก่อน เปิดรับเด็กเราจะมีประชุมครู ปรึกษากันว่าถ้าเราไม่เอาเด็กเหล่านี้มาเข้าโรงเรียน เด็กๆก็จะไม่มีอะไรทำ เด็กบางคน จะแอบมาขโมยของที่โรงเรียน แต่ถ้าเราเอาเด็กมาเข้าโรงเรียน เค้าจะรู้สึกรักโรงเรียน ครูทุกคนก็เห็นด้วย หลังจากนั้นพวกเราก็แบ่งกันลงชุมชนทำความเข้าใจกับชาวบ้านถึงเหตุผลที่เรา เปิดรับเด็กเข้าเรียน ใช้เวลาประมาณ 5 เดือน ชุมชนก็เข้าใจ"


 

โรงเรียนวัดศิริมงคลเปิดรับบุตรหลานแรงงานอพยพอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกันยายน 2549 โดยได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน หรือ LPN (Labour Rights Promotion Network) สนับสนุนครูที่มีความรู้ด้านภาษาพม่าและภาษาไทยมาช่วยสอนในชั้นเตรียมความ พร้อมด้านภาษาไทยก่อนที่เด็กจะได้เรียนร่วมกับเด็กนักเรียนไทยในชั้นเรียน ปกติ โดยทางโรงเรียนจะจัดให้เด็กต่างสัญชาตินั่งเรียนคู่กับเด็กไทยเพื่อให้เด็ก ได้ช่วยเหลือกัน ส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการทั้งด้านภาษาไทยและความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนต่าง สัญชาติ และกลายเป็นเพื่อนสนิทกันในเวลาอันรวดเร็วเหมือนดังเช่นคู่หู "ด็อก" กับ "เตอร์"

 


นอกจากนี้ ทางโรงเรียนยังส่งเสริมให้เด็กนักเรียนเล่นกีฬาและสนับสนุนประเพณีวัฒนธรรม ของเด็กหลากหลายเชื้อชาติ ด้วยการจัดส่งการแสดงในชุดประจำชาติไปร่วมงานชุมชน ทำให้เด็กมีความมั่นใจในตนเอง ไม่มีความรู้สึกแปลกแยก และทุ่มเทใจให้กับการร่วมกิจกรรมของโรงเรียนอย่างเต็มที่ ทำให้นักเรียนหลายคนได้สร้างชื่อเสียงให้โรงเรียน เช่น ได้รับรางวัลรองชนะเลิศมินิวอลเลย์บอลอันดับ 2 วอลเลย์ชายอายุ 11 ปี จ.สมุทรสงคราม เป็นต้น

 


เด็ก ชายสะอาด พาสูง เชื้อสายมอญ อายุ 12 ปี เป็นหนึ่งในทีมวอลเลย์บอล และเป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งขันกีฬาหลายประเภท เขาสามารถเล่นกีฬาได้หลายประเภทตั้งแต่ฟุตบอล วอลเลย์บอล กรีฑา เปตอง ปิงปอง และตะกร้อ โดยเมื่อปีที่ผ่านมา เป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งกรีฑาระดับจังหวัดและคว้ารางวัลที่หนึ่งกลับมาให้ โรงเรียนได้ภาคภูมิใจ


ผู้อำนวยการผู้มีหัวใจสัญชาติกล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงก็เริ่มเกิดขึ้นในรั้วโรงเรียนเล็กๆแห่งนี้ว่า "ตั้งแต่ รับเด็กมาเข้าเรียน โรงเรียนไม่เคยมีของหายอีกเลย ขนาดเด็กไม่มีเงินซื้อขนม แต่เมื่อเก็บเงินได้ก็ยังเอามาส่งครู เด็กรักครูและรักโรงเรียนมาก เวลาเป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งกีฬาแล้วแพ้ ยังอยากเล่นใหม่เพราะอยากสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียน เราเคยจัดประชุมผู้ปกครอง พ่อแม่เด็กบางคนร้องไห้ บอกว่า เหมือนถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 เพราะเราเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียน บางคนมีเงินห้าบาทสิบบาทก็เอามาช่วยโรงเรียน"

 


ปัจจุบัน ปัญหาที่โรงเรียนต้องเผชิญ คือ ห้องเรียนไม่พอกับจำนวนนักเรียน อุปกรณ์การศึกษาต่างๆและทุนสนับสนุนอาหารกลางวัน ซึ่งทางโรงเรียนได้จัดทำในรูปแบบของจ่ายคนละ 10 บาท กินได้ไม่จำกัด สำหรับเด็กที่มีเงินไม่พอหรือไม่มี เงิน ทางโรงเรียนก็จะช่วยเหลือเป็นพิเศษ โดยทางโรงเรียนได้รับข้าวสารฟรีจากโรงงานลีลาเศรษฐกิจในจังหวัดสมุทรสาครนี้ ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เด็กๆได้มีข้าวกินอิ่มทุกมื้อ และในช่วงเช้าของทุกวัน ทางโรงเรียนจะมีกล้วยแขวนไว้หน้าห้องเรียนสำหรับเป็นอาหารเช้าของเด็กที่ไม่ ได้กินอาหารเช้ามาจากบ้าน แม้ว่าปัญหาด้านงบประมาณจะเป็นอุปสรรคต่อการเปิดรับเด็กๆ เข้าเรียนอย่างเต็มที่ แต่ปัญหาเหล่านี้ก็ไม่ได้ สร้างความกังวลใจและส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงทางการศึกษาของเด็กมากเท่ากับ ปัญหา "อคติ" ที่คนไทยมีต่อประชาชนจากประเทศพม่าซึ่งได้รับการตอกย้ำมายาวนาน

 


ผู้อำนวยการคนเดิมกล่าวถึงเรื่องนี้ด้วยสีหน้ากังวลใจว่า "มีผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งบอกว่า ถ้าคิดผิดก็ขอให้ถอนตัว เพราะพวกนี้ไม่ใช่ลูกหลานของเรา เราคิดว่าเรามีจุดยืนในการทำงานโดยยึดพระราชดำรัสของพระเทพฯ ซึ่งเปิดโอกาสให้กับเด็กทุกคน ถ้าเขาอยู่บ้านเรา เราดูแลเขาอย่างดี เขาก็จะเป็นทรัพยากรที่ดีของเรา ถ้าเขาต้องกลับบ้านเขา เขาก็จะเป็นทรัพยากรที่ดีในบ้านของเขา ซึ่งก็เป็นเพื่อนบ้านของเรานั่นเอง อยากให้คนไทยเปิดใจกว้าง ประวัติศาสตร์การสู้รบระหว่างไทยพม่าเป็นเรื่องอดีต เราจะมาผูกใจเจ็บทำไม ให้อภัยและให้โอกาสกันไม่ได้หรือ"

 

ปัจจุบัน จังหวัดสมุทรสาคร มีเด็กอายุ 0-15 ปี ประมาณ 3,000 คน และอายุ 15-18 ปี เกือบ 20,000 คน แต่เด็กที่้มีโอกาสเข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ยังไม่ถึง 300 คน เด็กส่วนที่เหลือ ยังคงวิ่งเล่นตามท้องถนน หรือเข้าทำงานในโรงงานก่อนวัย หากโรงเรียนอื่นๆ เปิดใจให้กว้าง ลบเลือนเส้นพรมแดนออกจากดวงตาเวลามองเด็กเหล่านี้ เด็กทุกคนก็คงจะมีโอกาสได้เรียนหนังสือ และเป็นอนาคตที่มีคุณค่าไม่ว่าพวกเขาจะอยู่บนแผ่นดินของรัฐชาติผืนใดก็ตาม.

 

edit @ 19 Aug 2009 21:34:14 by no one

edit @ 19 Aug 2009 21:38:22 by no one

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

แหงะ อยากไปแต่เวลาเฉียดไปนิดเดียว
15ไม่่ว่างอ่ะ แต่ต้นเดือนตุลาอยู่เชียงใหม่อยู่แหล่ว
Hot!

#1 By XEGXEF on 2009-08-19 23:19

อ่านเรื่องเด็กแล้วนึกถึงตอนไปดูงานเมื่อเมษา
มีที่หนึ่งที่ไปคือ สหกรณ์ปลา พอเข้าไปใกล้ๆพบว่า อ้าว คนงานไม่พูดไทย
แล้วคนพม่า คนมอญนี่ อย่ามาบอกนะว่า มอญก็คนพม่า
เค้าโกรธตายเลย เถียงคอเป็นเอ็นว่า ฉันนี่มอญ ไม่ใช่พม่า

คิดถึงหล่อนจัง
ไม่ได้เข้าเอ็กทีนมาเป็นสัปดาห์แล้ว
และคิดว่าจะคงห่างหายจากหน้าจอไปอีกสักพัก
นำเสนองานวิจัยเสร็จโน่นแหล่ะ ถึงจะได้โผล่หน้าไปไหน

ส่วนวันนี้ เอางานไปส่งไว้
เดี๋ยวเย็นไปรับคืนมาแก้ ซึ่งคงต้องแก้กันบาน
ดิฉันเลยหนีมานั่งเล่นเน็ตสบายใจแฮ

คิดถึงจัง
ขอบคุณจ้า...

คิดถึงนะ

ช่วงนี้ตัดสินใจหมกมุ่นกับภาษาจีนจ้ะ

เวลาหมกมุ่นกับอะไร ก็จะลืมอะไร ๆ ไป
แล้วบางทีก็สายเกินไป หึหึ

เป็นคนบ๊อง ๆ ฉะนี้เอง big smile

#3 By Mrs. Holmes on 2009-08-21 12:35